หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดภารกิจ‘อน...

เปิดภารกิจ‘อนุทิน’บุกถิ่นมังกร ย้ำสัมพันธ์‘พี่น้อง’คืนยุคทองท่องเที่ยวไทย

2.08.26 | 12:24 น.

เปิดภารกิจ‘อนุทิน’บุกถิ่นมังกร
ย้ำสัมพันธ์‘พี่น้อง’คืนยุคทองท่องเที่ยวไทย

มีคำกล่าวไว้ว่า จงไท่อี้เจียชิน (中泰一家亲) หรือจีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ถือเป็นคำแปลที่แสนสวยงาม สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน โดยเฉพาะการเดินทางไปมาหาสู่ผ่านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวไทย ตัวเลขเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เทียบจากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-18 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 17,942,931 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว 867,743 ล้านบาท ในจำนวนนี้ นักท่องเที่ยวจีนอยู่อันดับ 1 ของการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทย มีจำนวนแตะระดับ 3 ล้านคน

รัฐบาลเห็นถึงความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทั้งในฐานะของเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และทูตวัฒนธรรมที่สามารถเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการมอบประสบการณ์ดีๆ ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศระยะใกล้ที่สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ง่าย ใช้ระยะเวลาบินไม่นานมากนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงนำคณะภาครัฐและเอกชนยักษ์ใหญ่ของไทย นำร่องออกเดินทางไปเยือนประเทศจีน ถือเป็นโอกาสเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี ขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และดึงดูดการลงทุน และส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน ใน 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยการเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเจรจากับผู้ประกอบการรายใหญ่ของจีน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และฐานผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ

Advertisement

หนึ่งในคณะผู้ติดตามที่สำคัญและขาดไปไม่ได้คือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เนื่องจากเป็นหน่วยงานหลักในการทำตลาดด้านการท่องเที่ยว และเป็นด่านหน้าในการสื่อสารภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพบวกหรือภาพลบ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. หญิงแกร่งแห่งภาคการท่องเที่ยวจึงต้องนำทัพไปยังจีนด้วยเช่นกัน โดย ททท.ได้หารือร่วมกับภาคเอกชนถึงแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและการเดินทางระหว่างไทย-จีน โดยเฉพาะการฟื้นเที่ยวบินระหว่างกัน เพื่อเปิดประตูสู่การเดินทางท่องเที่ยวสองทางอย่างแท้จริง

“หลายเมืองในภาคตะวันตกของจีนถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงมาก ประกอบกับคนไทยชอบมาเที่ยวเฉิงตูกับฉงชิ่งอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสดีในการขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทย ซึ่งจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐจัดทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายร่วมกัน (Joint Promotion) หรือจัดสรรงบประมาณสนับสนุนแก่สายการบินโดยตรง เหมือนกับโครงการ Thailand Summer Blast ก่อนหน้านี้ เพื่อส่งเสริมการทำตลาดเที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินประจำ” ฐาปนีย์กล่าว

ททท.จึงได้หารือร่วมกับเอกชนทั้งสายการบิน และแพลตฟอร์มบริการชื่อดังของจีน โดยสายการบินเป็น ซื่อชวน แอร์ไลน์ส (Sichuan Airlines) หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ เสฉวน แอร์ไลน์ส ได้หารือถึงแนวทางการฟื้นเที่ยวบินจากเมืองสำคัญในภาคตะวันตกของจีนมายังไทย อาทิ การฟื้นเส้นทางบินจากเฉิงตูเข้ากระบี่ เชียงราย และเชียงใหม่ รวมถึงการขยายเส้นทางบินตรงเข้าหัวหินและอู่ตะเภา นอกจากนี้ ยังต้องการส่งเสริมดีมานด์กลุ่มใหม่ๆ ในฉงชิ่ง ซีอาน และหลานโจว ส่วนการหารือกับเหม่ยถวน (Meituan) แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ดิจิทัลชั้นนำของจีน จะมุ่งต่อยอดความร่วมมือด้านการตลาดผ่านแพลตฟอร์มของเหม่ยถวน เพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ รวมถึงขยายฐานนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากเมืองหลักและเมืองรอง ตลอดจนประยุกต์ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำตลาดเชิงลึกและยกระดับประสบการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีน

เมื่อระดับผู้นำประเทศเดินทางสานสัมพันธ์อันดีระหว่างกันอย่างแนบแน่น จึงคาดหวังว่าจะได้เห็นนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวกลับมาเที่ยวไทยอย่างคึกคักเหมือนช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 2562 ที่มีจำนวนเกือบแตะ 11 ล้านคน

ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติจากตลาดเอเชียเที่ยวไทยในปี 2569 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 22 ล้านคน จากเป้าหมายทั้งตลาดต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปีที่ 33 ล้านคน โดยประเทศที่มีสัดส่วนใหญ่หลักๆ ยังคงเป็นนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 5.13 ล้านคน บวกขึ้นจากปี 2568 ประมาณ 14.8% เป็นคาดการณ์ใหม่ที่เพิ่มแรงสนับสนุนจากการเดินทางเยือนประเทศจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย พร้อมคณะเข้าไปแล้ว ทำให้ตัวเลขปรับขึ้นได้มากกว่าเดิม แม้ตัวเลขอาจยังไม่สามารถกลับไปสู่จุดก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 2562 ที่เข้ามาเกือบ 11 ล้านคนได้ เพราะยังมีปัจจัยแวดล้อม
อื่นๆ โดยเฉพาะภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ดีมากนัก

สำหรับทิศทางปี 2570 ยังคงคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถเติบโตได้ แต่อาจเป็นการโตแบบเลขตัวเดียวโดยเฉพาะตลาดจีน จำนวนอยู่ที่ 5.28-5.39 ล้านคน บวกประมาณ 3-5% ด้านตลาดอื่นที่สำคัญ อาทิ เกาหลี ปี 2569 คาดว่าจะเข้ามาเที่ยวไทย 1.2 ล้านคน ส่วนปี 2570 คาดว่าจะบวกขึ้น 4% คิดเป็นจำนวนอยู่ที่ 1.4 ล้านคน ญี่ปุ่น จำนวน 1 ล้านคน ปี 2570 บวกเป็น 1.1 ล้านคน หรือบวก 10% อินเดีย จำนวน 2.7 ล้านคน ปี 2570 ยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง

ปัจจัยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวไทย ต้องยอมรับว่า การมีวีซ่าที่ชัดเจนมากขึ้นในแต่ละประเทศถือเป็นปัจจัยบวกมากขึ้น และเป็นแรงสนับสนุนของสถานการณ์ด้านการทำตลาดท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงในแง่บวก รวมถึงสายการบินและจำนวนเที่ยวบิน สถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้น 5% เทียบจากปี 2568 แต่หากเทียบกับปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 จะอยู่ประมาณ 60% จำนวนที่นั่ง 7.9 ล้านที่นั่ง ซึ่งในปี 2562 มีจำนวนที่นั่งรวมประมาณ 13 ล้านที่นั่ง ทำให้แนวโน้มการกลับมาของเที่ยวบินและจำนวนที่นั่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เชื่อมั่นว่า จะไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ แม้ในตลาดอื่น อาทิ ตะวันออกกลาง สถานการณ์ยังไม่ค่อยดีมากนัก ทำให้มีโอกาสส่งผล กระทบต่อการปรับเปลี่ยนเส้นทางการบิน เพื่อรับมือกับความเสี่ยง และอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวในเอเชียได้

ด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายของตลาดนักท่องเที่ยวจีน ฐานการใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 5.4 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป สามารถดันการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาที่ 2-4% อยู่ประมาณ 5.6 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป ทำให้แนวโน้มรายได้จีนทั้งปี 2569 นี้ จะปิดที่สูงกว่า 2 แสนล้านบาท บวกที่ 10% เทียบกับปี 2568 สะท้อนถึงนิสัยการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนที่ยังคงใช้เงินเยอะ เป็นนักท่องเที่ยวที่พร้อมจ่ายให้กับความคุ้มค่ามากขึ้น แผนการตลาดจึงมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มเติม อาทิ การสร้างโอกาสทำกิจกรรมใหม่ทั้งในแหล่งท่องเที่ยว ทำอาหาร ซื้อของ เพื่อดันค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่การเดินทางเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีนจะเน้นเป็นการเดินทางเอง (เอฟไอที) มากกว่าการเข้ามาเป็นกรุ๊ปทัวร์ อย่างเมืองหลัก อาทิ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เป็นเอฟไอที 80% แล้ว

ความร่วมมือรวมถึงการทำตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม จะมีอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสนับสนุนสายการบิน ในโครงการ Thailand Air Connect : Connecting the World to Amazing Thailand ให้เงินสนับสนุนทั้งเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (Charter Flight) เข้ามาเที่ยวไทยในความจุที่นั่งเกิน 80% ขึ้นไป ต่อเนื่องจากโครงการไทยแลนด์ซัมเมอร์บลาส (Thailand Summer Blast) ที่งบประมาณเหลือไม่มาก สะท้อนถึงผลตอบรับเป็นอย่างดีจากสายการบิน รวมถึงการร่วมมือกับเอกชนใหม่ๆ อาทิ ยูทัวร์ และเอแมพ เป็นแพลตฟอร์มให้บริการหลากหลายซึ่งรวมท่องเที่ยวและร้านอาหาร ที่มีฐานลูกค้ามากกว่า 700 ล้านคน จะทำแคมเปญร่วมกันผ่านการให้คูปองเงินสดกับนักท่องเที่ยวจีน นำคูปองมาใช้ในการเที่ยวไทยได้

เมื่อพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า ชวี่ หน่าเออร์ (Qunar) แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ของจีน ได้ระบุถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทย ที่สามารถครองอันดับ 1 จุดหมายปลายทางต่างประเทศยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงฤดูร้อนปีนี้ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมียอดจองโรงแรมเพิ่มขึ้นถึง 3.3 เท่า โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันความนิยมของเชียงใหม่ มาจากกระแสการเดินทางเพื่อเรียนทำอาหารไทย ฝึกมวยไทย และเล่นโยคะ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจีน ที่ต้องการเปิดประสบการณ์ใหม่ระหว่างการเดินทาง

รวมถึงประเทศจีนยังกลับมาครองสัดส่วนการส่งออกพลเมืองไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจุดหมายปลายทางต่างประเทศยอดนิยมอื่นๆ ของนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง อินโดนีเซีย และสหรัฐ อีกทั้งยังพบว่า ตลาดการท่องเที่ยวขาเข้าของจีนก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยนครเซี่ยงไฮ้ กรุงปักกิ่ง เมืองกวางโจว และนครเฉิงตู เป็นเมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวคนไทยด้วย สะท้อนได้จากการนั่งเครื่องบินไปยังจีน ที่เกินครึ่งลำจะเป็นคนไทยที่เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน ส่วนที่เหลือจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางของตัวเองเช่นกัน

ภารกิจในด้านการตลาดยังคงเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง แต่อีกด้านที่ต้องทำควบคู่กันอย่างเร่งด่วนคือ การขจัดปัญหาภายในบ้านตัวเอง โดยเฉพาะการเข้ามามีอิทธิพลของเงินทุนต่างชาติ การเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยแบบผิดกฎหมาย หรืออาศัยช่องโหว่ของกฎหมายโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง ประเทศไทยรับบทเป็นเพียงทางผ่านของเส้นเงินเท่านั้น แต่อานิสงส์เชิงบวกไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยหรือคนไทยเลย

เมื่อถึงจุดที่มีหลายเหตุการณ์เชิงลบปะทุขึ้นแบบไม่มีหยุดหย่อน ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องโชว์ฟอร์มการบริหารจัดการทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และทำบ้านตัวเองให้สะอาด เพื่อที่เราจะสามารถพูดถึงความสัมพันธ์พี่น้องที่ไม่ห่างไกลกันได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจกันและกัน