แอตต้า เห็นด้วยใช้งบกู้ 2.45 พันล้าน ดันเที่ยวไทย รับไฮซีซั่น คาดสร้างรายได้ 5.6 หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยถึงกรณีที่ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอใช้งบประมาณจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท วงเงินเบื้องต้น 2.45 พันล้านบาท สำหรับดำเนินมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศนั้น ถือว่าเป็นแนวทางที่ดีสำหรับภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นงบประมาณที่มีแหล่งเงินรองรับ และสามารถนำมาใช้ได้ในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวต้องการมาตรการกระตุ้น เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569
นายอดิษฐ์ ระบุว่า หากสามารถดำเนินการได้ตามแผนโดยไม่ต้องรอใช้งบประมาณปี 2570 และนำงบเงินกู้ที่ยังเหลือมาใช้ได้ทัน จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะช่วงปลายปีหรือไฮซีซั่นเป็นฤดูกาลสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับแพคเกจกระตุ้นเที่ยวไทยเบื้องต้น 3 โครงการหลัก ซึ่งจะใช้วงเงินงบประมาณรวมอยู่ที่ 2.45 พันล้านบาท คาดว่าจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ซึ่งเป็นรูปแบบร่วมจ่าย (โคเพย์เมนต์) หากรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 3,000 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่ายอีก 3,000 ล้านบาท จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 6,000 ล้านบาท และเมื่อคำนวณตัวคูณต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 26,000 ล้านบาท
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า ส่วนโครงการด้านการบิน โดยเฉพาะโครงการ Thailand Air Connect เพื่ออุดหนุนเที่ยวบินระหว่างประเทศ ทั้งเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (charter flights) จำนวน 1,000 เที่ยวบิน ด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้ประมาณ 150,000-200,000 คน และสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกส่วนหนึ่ง สำหรับเป้าหมายที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคาดว่า 3 โครงการหลักจะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 56,000 ล้านบาทนั้น มองว่าทั้งตัว Direct และ Indirect รวมถึง Multiplier Effect เป็นตัวเลขที่สามารถประเมินได้ จึงมองว่ามีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างและตัวเลขจากตลาดท่องเที่ยวเดิม ทั้งตลาดต่างชาติเที่ยวไทย และตลาดคนไทยเที่ยวไทย รวมถึงมีการคำนวณจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อม
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ด้านข้อจำกัดของมาตรการกระตุ้นเที่ยวไทยทั้ง 3 โครงการ ยังไม่เห็นข้อจำกัดสำคัญ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการออกแบบเงื่อนไขให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงมาตรการได้ง่าย ลดความเสี่ยงในการใช้สิทธิ และทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้รวดเร็วที่สุด ส่วนความเสี่ยงจากการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว มองว่าอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส เป็นระบบร่วมจ่าย (โคเพย์เมนต์) ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการใช้จ่าย ขณะที่โครงการสนับสนุนเที่ยวบินระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการให้เกิดผลตามเป้าหมายก่อนจึงจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
นายอดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลมีงบประมาณที่สามารถนำมาใช้ดำเนินมาตรการได้ ควรเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเฉพาะให้ทันช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) เพื่อให้มาตรการสามารถสร้างผลต่อเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ทั้งการเพิ่มจำนวนผู้เดินทาง กระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างรายได้หมุนเวียนไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะชะลอตัว การดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาให้ได้ตามเป้าหมาย จะช่วยสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจเดินทาง ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งต่อไปยังภาคครัวเรือน ทำให้เกิดการใช้จ่ายและช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวดีขึ้น
“โครงการที่แอตต้าสนับสนุนเป็นพิเศษคือ ไทยเที่ยวไทย พลัส และโครงการ Thailand Air Connect หรือชัตเตอร์ไฟลท์ 1,000 เที่ยวบิน ซึ่งเป็นโครงการที่แอตต้าได้นำเสนอในเฟสแรกไปเมื่อปีที่แล้ว และกำลังจะหมดลงในเดือนหน้า ดังนั้น หากมีเฟสที่ 2 ก็เป็นสิ่งที่แอตต้าสนับสนุน เพราะเป็นโครงการที่มีตัวเลขชัดเจนและจับต้องได้” นายอดิษฐ์ กล่าว



