กอช. เร่งปลดล็อกกฎหมายหวยเกษียณภายในปี 69 กางแผนรุกเพิ่มสมาชิกใหม่ 1.4 แสน หนุนคนไทยสร้างเรซูเม่ทางการเงิน
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม นายเพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) มีจำนวนสมาชิก 2.8 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ออมต่อเนื่องประมาณ 2 แสนราย และผู้ที่ออมแต่ไม่ต่อเนื่องประมาณ 6 แสนราย นอกจากนั้นเป็นบัญชีที่ไม่มีความเคลื่อนไหว ทั้งนี้ กอช.ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่ภายในปี 2569 อีกจำนวน 1.4 แสนราย โดยมีแผนเพิ่มจำนวนสมาชิกจากกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่จะร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กลุ่มเยาวชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กลุ่มนักศึกษา โดยจะทำการร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสาร รวมไปถึงมุ่งเพิ่มจำนวนสมาชิกจากกลุ่มอาชีพอิสระ เช่น เกษตรกร ไรเดอร์ เป็นต้น
นายเพ็ชรกล่าวว่า เป็นการทำงานรูปแบบเชิงรุกมากขึ้น และการตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสมาชิกนี้มีความสำคัญในด้านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้แก่ประเทศไทย และสร้างการตระหนักรู้ในการออมเงินผ่าน กอช. นอกจากนี้ ในอนาคต กอช.มีเป้าหมายระยะยาวที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกให้ได้รวม 5 ล้านราย โดยหากปีนี้ กอช.สามารถเพิ่มสมาชิกใหม่อีก 1.4 แสนคน จะทำให้มีจำนวนสมาชิกรวมกว่า 3 ล้านราย ซึ่งในระยะต่อไป กอช.มีแนวคิดที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่จากกลุ่มแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ เช่น อิสราเอล มาเลเซีย สิงค์โปร์ และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่อยู่ในสวัสดิการใดๆ เลยของรัฐบาล
นายเพ็ชรกล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน กอช.มีมูลค่าสินทรัพย์ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นส่วนของเงินออมสมาชิกประมาณ 11,000 ล้านบาท ซึ่งนโยบายการลงทุนที่ผ่านมาเน้นความมั่นคงสูง โดยนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลถึง 80% โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 หมื่นล้านบาท หากสามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 จะเป็นปีแรกที่ กอช.เริ่มมีนโยบายกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ โดยคณะกรรมการการลงทุนได้กำหนดเพดานการลงทุนในต่างประเทศไว้ที่ไม่เกิน 7% ของพอร์ตที่สามารถลงทุนได้ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่เหมาะสมหรือไม่เกิน 20% โดยปัจจุบัน กอช.สามารถสร้างผลตอบแทนได้อยู่ที่ 3.12% ซึ่งถือว่าชนะเงินเฟ้อและสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
สำหรับการสร้างแรงจูงใจในการออม นายเพ็ชรระบุว่า กอช.จะทำการส่งเสริมให้เยาวชนมี Financial resume เช่น ให้ผู้ปกครองออมเงินให้บุตรหลานตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป (ประมาณวันละ 30 บาท หรือเดือนละ 1,000 บาท) โดยรัฐบาลจะช่วยสมทบให้ 50% ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างวินัยทางการคลังแล้ว เงินสะสมระยะยาว 5-10 ปีขึ้นไปนี้ เยาวชนยังสามารถใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) อ้างอิงในการขอสินเชื่อเพื่อทำธุรกิจของตนเองในอนาคตได้อีกด้วย รวมทั้งแก้ไขกฎหมายในการออมผ่าน กอช. โดยให้สมาชิกสามารถถอนเงินบางส่วนก่อนอายุ 60 ปี ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษา
นายเพ็ชรกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกภารกิจสำคัญของ กอช.คือการแก้ไขกฎหมายในส่วนของเงื่อนไขการออมปัจจุบัน ตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ สมาชิกต้องออมจนถึงอายุ 60 ปี โดยรัฐบาลจะให้เงินสมทบตามช่วงอายุ (อายุ 15-30 ปี รัฐสมทบ 50%, อายุ 30-50 ปี รัฐสมทบ 80%, และอายุ 50-60 ปี รัฐสมทบ 100%) และจะจ่ายคืนในรูปของเงินบำนาญตลอด 20 ปีหลังเกษียณ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ กอช.ศึกษาแนวคิดการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย โดยมีแนวคิดว่าหากสมาชิกออมเงินจนมีจำนวนเกินกว่าเส้นความยากจนประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน ส่วนที่เกินนั้นควรเปิดโอกาสให้สมาชิกถอนออกมาบางส่วนเพื่อไปลงทุนหรือประกอบอาชีพได้เมื่อออมครบ 10 หรือ 20 ปี โดยยืนยันว่าจะไม่ทำลายเจตนารมณ์เดิมในการสร้างระบบบำนาญให้แก่ประชาชน แต่จะเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชน ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาแนวคิด
นายเพ็ชรกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าสลากการออมเพื่อการเกษียณ (สลาก กอช.) หรือหวยเกษียณ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) และการจัดทำกฎกระทรวงเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยตั้งเป้าหมายจะดำเนินกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมดให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปีนี้ ทั้งนี้ รูปแบบสลากยังคงหลักการเดิมคือ ซื้อสลากราคาใบละ 50 บาท ได้ลุ้นเงินรางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท และเงินที่ซื้อสลากทุกบาท จะถูกเก็บไว้ในบัญชีเงินออมส่วนบุคคลผ่าน กอช. ซึ่งการออกรางวัลจะจัดขึ้นสัปดาห์ละ 1 ครั้งในทุกๆ วันศุกร์ รวมเป็น 4 ครั้งต่อเดือน และประชาชนจะสามารถทำรายการซื้อได้ผ่านแอพลิเคชั่น กอช. รวมไปถึงพันธมิตรธนาคาร

