สทนช. ชู ห้วยหลวงโมเดล 2.1 หมื่นล.สยบวิกฤตท่วม-แล้ง
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เดินหน้าขับเคลื่อนแผนแม่บทลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ชูการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ
วันที่ 4 สิงหาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ณ สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างและยกระดับแผนรองรับวิกฤตสภาพอากาศ
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงภาพรวมและทิศทางการขับเคลื่อนว่า โครงการบริหารจัดการน้ำห้วยหลวงตอนล่าง วงเงินงบประมาณ 21,000 ล้านบาท เป็นหัวใจสำคัญในการคลี่คลายปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยมีจุดหลักคือ “สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง” ซึ่งขณะนี้คืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 85 ตัวสถานีถูกออกแบบให้บริหารจัดการน้ำได้ 2 ทิศทาง คือ เร่งระบายน้ำจากลำห้วยหลวงลงสู่แม่น้ำโขงในช่วงฤดูฝนด้วยเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง (ศักยภาพ 150 ลบ.ม./วินาที) และสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำโขงเข้ามาสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์เอลนีโญที่ทำให้ฝนน้อยกว่าค่าปกติ สทนช. ได้ดำเนินการประเมินสถานการณ์รายวันผ่านระบบเส้นควบคุม (Dynamic Curve) พร้อมมอบหมายให้กรมชลประทานกักเก็บน้ำในลำห้วยหลวงให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการติดอุปสรรคด้านการจัดหาที่ดินและสถานการณ์โควิด-19 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้เห็นชอบให้ขยายกรอบระยะเวลาโครงการไปถึงปี 2575 (เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติงบ)
ซึ่งการขยายเวลาครั้งนี้จะมาพร้อมประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น โดยจะมีพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติมอีก 20 แห่ง และปรับปรุงลำน้ำ ทำให้สามารถกักเก็บน้ำสำรองทั้งระบบได้กว่า 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 300,000 ไร่ โดย สทนช. ตั้งเป้าที่จะใช้ “ห้วยหลวงโมเดล” นี้ เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภาคอีสานต่อไป
นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัญหาของพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณนี้คือ ในช่วงฤดูฝนเกษตรกรทำนาไม่ได้เพราะน้ำท่วมนา และพอถึงช่วงฤดูแล้งน้ำก็ไหลทิ้งลงแม่น้ำโขงจนหมด โครงการนี้จึงเข้ามาตอบโจทย์โดยการสร้างสถานีที่ปากลำห้วยหลวงเพื่อใช้ลำน้ำเป็นแหล่งเก็บน้ำหลัก ซึ่งข่าวดีคือในหน้าแล้งปีนี้ เมื่อประตูระบายน้ำก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถเริ่มกักเก็บน้ำได้ที่ระดับ 160 ม.รทก. หรือประเมินเป็นปริมาณน้ำราว 138 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะช่วยคลี่คลายปัญหาภัยแล้งให้แก่ราษฎรได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 (สทนช.ภาค 3) กล่าวเสริมถึงการขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ว่า สทนช.ภาค 3 ได้อาศัยกลไกของคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแกนหลักในการติดตามและกำกับดูแลงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินโครงการสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งกระบวนการบูรณาการและการมีส่วนร่วมนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การบริหารจัดการน้ำที่มีความมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง



