‘ศุภวุฒิ’ ชู Longevity และ Wellness Economy โอกาสไทยสร้างเศรษฐกิจอายุยืน รับสังคมสูงวัย
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ The Crystal Box อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 19 กรุงเทพฯ กองบรรณาธิการมติชน จัดงานสัมมนา EXCLUSIVE MEETING ’NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย‘ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้กำหนดนโยบาย เกี่ยวกับบทบาทของการท่องเที่ยวต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย
เมื่อเวลา 13.30 น. นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขึ้นเสวนาในหัวข้อ Longevity Economy: โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย ครอบคลุมทั้งประเด็นโลกสูงวัยกับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก, Wellness Economy และ Medical Tourism, Service Economy

นายศุภวุฒิกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสาธารณสุข แต่เป็น “ไฟต์บังคับ” ของที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 5.7 ล้านคนในปี 2543 เพิ่มเป็นกว่า 14.5 ล้านคนในปัจจุบัน และคาดว่าอีก 15 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็นประมาณ 20 ล้านคน ขณะเดียวกันอายุเฉลี่ยของประชากรไทยเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 30 ปีในช่วงต้นศตวรรษ เป็น 41.2 ปี และจะขยับเป็น 46.5 ปีในอีก 15 ปีข้างหน้า
“เมื่อคนอายุมากขึ้น ปัญหาสุขภาพก็เพิ่มขึ้นตาม ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คอเลสเตอรอล ความดันโลหิต และโรคประจำตัวต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นต้นทุนของประเทศ หากไม่เตรียมรับมือ เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง” นายศุภวุฒิกล่าว

นายศุภวุฒิกล่าวว่า ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยสะท้อนให้เห็นว่า จำนวนประชากรไทยเริ่มลดลงแล้ว และมีแนวโน้มลดลงเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ โดยในปี 2583 ประเทศไทยอาจเหลือประชากรเพียงประมาณ 64 ล้านคน ขณะที่สัดส่วนแรงงานต่อผู้สูงอายุลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มีวัยทำงานกว่า 7 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ปัจจุบันเหลือประมาณ 3.5 คน และในปี 2593 อาจเหลือเพียง 1.8 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า หากประเทศไทยไม่ปรับตัวสร้าง Longevity Economy หรือเศรษฐกิจที่มุ่งส่งเสริมการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ จะยิ่งทำให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อฐานะการคลังของประเทศ
นายศุภวุฒิกล่าวว่า นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของภาครัฐยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยงบประมาณระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 6% ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 5% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี

นายศุภวุฒิกล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจเดิมของไทยที่พึ่งพาภาคการผลิตไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์หลักได้อีกต่อไป เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมขยายตัวชะลอลงอย่างต่อเนื่อง หลังจีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) และมีศักยภาพการแข่งขันสูงขึ้น ส่งผลให้ภาคการผลิตของไทยเติบโตเพียงเฉลี่ย 1.6% ต่อปีในช่วงก่อนโควิด-19 และแทบไม่เติบโตหลังโควิด แม้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบแล้วส่งออกต่อ ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องใช้นโยบายการคลังเข้าประคองเศรษฐกิจมากขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจเติบโตเพียงราว 2% แต่รัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณกว่า 4% ของ GDP ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว
“วันนี้ภาคบริการกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว การแพทย์ และธุรกิจด้านสุขภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกับ Longevity Economy อย่างชัดเจน” นายศุภวุฒิกล่าว

นายศุภวุฒิกล่าวว่า ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจัดทำบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยวตามมาตรฐานสหประชาชาติ พบว่า ก่อนเกิดโควิด-19 มูลค่าภาคการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อมคิดเป็น 22.99% ของ GDP เพิ่มจาก 11.45% ในปี 2553 แม้ช่วงโควิดจะลดลงเหลือ 2.76% แต่ปัจจุบันฟื้นกลับมาอยู่ที่ประมาณ 18.32% ของ GDP แล้ว ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่าภาคการท่องเที่ยวมีขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคิด และสามารถทดแทนบทบาทของภาคอุตสาหกรรมได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ใช่การทดแทนทั้งหมด แต่สามารถเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจด้านสุขภาพของโลกอยู่ที่ประมาณ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ย 6.2% ต่อปี สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยประเทศไทยมีมูลค่า Wellness Economy ราว 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.6% ของ GDP ประเมินว่า หากรวมภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจสุขภาพเข้าด้วยกัน ปัจจุบันมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 30% ของ GDP และในอนาคตสามารถเพิ่มเป็น 35-40% ได้ หากไทยสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
“ปัจจุบัน Wellness Economy ของไทยเท่ากับ 7.6% ของจีดีพี ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะ Wellness Economy ของไทย คิดเป็นเพียง 0.6% ของจีดีพีโลก และอาจขยายสัดส่วนรวมการท่องเที่ยวเป็น 35-40% ได้ในอนาคต“ นายศุภวุฒิกล่าว
นายศุภวุฒิกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เห็นว่าประเทศไทยยังมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งสภาพอากาศที่เหมาะกับการพักผ่อนตลอดปี ความเป็นมิตรของผู้คน ความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ความปลอดภัย และอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพได้ ดังนั้น ประเทศไทยไม่ควรขายแค่อาหารอร่อย แต่ควรขายอาหารที่ทำให้สุขภาพดี อยู่แล้วอายุยืน นี่คือความท้าทายของ Wellness Economy

นายศุภวุฒิกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าประเทศไทยยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข โดยข้อมูลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน British Medical Journal พบว่า ผู้ป่วยเพียง 5% ที่ใช้บริการบัตรทอง ใช้งบประมาณถึง 50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เพศชาย และผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค ขณะที่ข้อมูลล่าสุดพบว่า มีประชาชนอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 7 ล้านคน จากผู้สูงอายุทั้งหมดประมาณ 14 ล้านคน สมัครรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีฐานะทางการเงินที่เปราะบาง
“ถ้าเราจะสร้าง Longevity Economy คนไทยต้องมีสุขภาพดีด้วย ไม่ใช่เพียงสร้างภาพลักษณ์เพื่อดึงนักท่องเที่ยว แต่ต้องยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยควบคู่กัน” นายศุภวุฒิกล่าว
นายศุภวุฒิกล่าวว่า การจะเป็น Wellness Economy ประชาชนคนไทย ต้อง “ดูดี” ไม่อ้วน สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง อายุยืน ทำให้เกิดความเชื่อว่า มาอยู่ประเทศไทยแล้วจะสุขภาพดีและอายุยืน แปลว่าต้องดูแลสุขภาพ (healthcare) ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วย (medical care) โดยได้เสนอแนวทางสำคัญ 4 ประการเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็น Wellness & Longevity Hub อย่างแท้จริง
1.เน้นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ในเชิงของการต่อยอดคุณภาพของชีวิตมากกว่า การส่งเสริมปริมาณการท่องเที่ยว
2.ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมทั้งความปลอดภัยจากการถูกเอาเปรียบ และถูกโกง นักท่องเที่ยวจะต้องพูดกันปากต่อปากว่า ประเทศไทยปลอดภัย
3.ปรับปรุงหน่วยงานของรัฐให้เป็น facilitator ให้กับภาคเอกชน ไม่ใช่เป็นแต่ regulator เช่นที่สำนักงานอาหารและยา และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อส่งเสริมเรื่องของสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย และการเป็นครัวของโลก เป็นต้น
และ 4.หากจะให้ประเทศไทยเป็น medical hub ก็จะต้องเร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และเพิ่มการใช้ เทคโนโลยี รวมทั้งการรวมศูนย์ข้อมูลสุขภาพของประชาชน และต้องเก็บภาษีจากชาวต่างชาติ ที่มารักษาพยาบาลที่ประเทศไทยเพื่อให้เกิดความเสมอภาคสำหรับคนไทย
สำหรับคำถามจากผู้เข้าร่วมงานถึงประเด็นถ้าดูแล้วภาคการท่องเที่ยวน่าจะเติบโตได้ แล้ว SMEs ไทยที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวควรปรับตัวอย่างไร
นายศุภวุฒิกล่าวว่า SMEs ไทยกำลังเผชิญปัญหาหนี้และการเข้าถึงสินเชื่อ โดยปัจจุบันหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของ SMEs อยู่ที่ประมาณ 11% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ดังนั้น ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การปล่อยสินเชื่อให้ SMEs ลดลงต่อเนื่อง แม้ระบบธนาคารจะมีสภาพคล่องและเงินทุนสำรองเพียงพอ เพราะกังวลความเสี่ยงจากหนี้เสีย ตนอยากเสนอว่า การแก้ปัญหาไม่ควรเน้นเพิ่มหนี้ (Debt) แต่ต้องเพิ่มทุน (Equity) ให้กับผู้ประกอบการ โดยภาครัฐอาจเข้ามามีบทบาทลักษณะคล้ายกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) เพื่อเสริมฐานทุน ปรับโครงสร้างธุรกิจ และทำให้งบการเงินมีความน่าเชื่อถือ ก่อนที่ธนาคารจะกล้าปล่อยสินเชื่อ มองว่าหากรัฐบาลสามารถสร้างภาพอนาคตของอุตสาหกรรม Wellness และ Medical Tourism ให้ชัดเจน จะช่วยให้ทั้งภาคเอกชนและสถาบันการเงินเห็นโอกาสการลงทุน และทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ SMEs ได้มากขึ้น
นายศุภวุฒิตอบคำถามผู้แทนสมาคมโรงแรมไทย กรณีการผลักดันธุรกิจ Wellness Tourism และ Medical Tourism ของไทยว่า ยอมรับว่าปัจจุบันการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐยังขาดการบูรณาการ หลายหน่วยงานต่างดำเนินงานในส่วนของตนเอง ทำให้การประสานงานยังไม่เป็นเอกภาพ ปัญหาการไม่มีเจ้าภาพหลักไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการส่งเสริม Wellness Tourism เท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาที่พบในหลายประเด็นของระบบราชการไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ เมื่อถูกถามถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองให้ดูอ่อนกว่าวัยและมีความกระฉับกระเฉง
นายศุภวุฒิกล่าวว่า แนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่ควรทำเป็นประจำ ได้แก่ 1.การควบคุมอาหาร และ 2.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การวิ่ง และ 3.การรักษาเกณฑ์รอบเอวไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง เพื่อเป็นต้นแบบของสังคมอายุยืนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง

