หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘บิ๊กตู่ ’เข้...

‘บิ๊กตู่ ’เข้มประกาศ‘ม.44’ เดินหน้า ‘ไฮสปีดไทย-จีน’

17.06.17 | 13:22 น.

ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน สำหรับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้อำนาจตาม ม.44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ออกมาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้ความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีน

เนื้อหาของประกาศพอสรุปได้ว่า ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทําสัญญาจ้างรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นตัวแทนของจีนที่มีประสบการณ์ตรงด้านการพัฒนารถไฟความเร็วสูงที่ได้รับการรับรองคุณภาพและประสิทธิภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนเพื่อเข้ามาดําเนินการโครงการ คือ 1.งานออกแบบรายละเอียดโครงสร้างพื้นฐานด้านโยธา 2.งานที่ปรึกษาควบคุมงานการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโยธา และ 3.งานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและจัดฝึกอบรมบุคลากร

สำหรับการเข้ามาของตัวแทนจีนดังกล่าว ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมหรือวิชาชีพสถาปัตยกรรม และเพื่อประโยชน์ในการควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพ ให้กระทรวงคมนาคมประสานให้สภาวิศวกรและสภาสถาปนิกจัดให้มีหลักสูตรฝึกอบรมและทดสอบแก่บุคลากรดังกล่าวตามความเหมาะสม เพื่อกําหนดมูลค่าโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ค่าจ้าง ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง การจัดทําร่างสัญญาจ้างและเงื่อนไขอื่นในการทําสัญญาจ้าง

โดยให้การรถไฟแห่งประเทศไทยใช้ผลการเจรจาต่อรองของคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และผลประชุมของคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน มาเป็นกรอบในการพิจารณา โดยจะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันหลังจากนี้

ทั้งนี้กำหนดให้วงเงินที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ สําหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ถือเป็นราคากลางของโครงการ ขณะเดียวกันเมื่อ รฟท.ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวแล้วไม่ต้องมีความผิดตามกฎหมายและระเบียบ คือ 1.กฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดหาผู้ประกอบการและการเสนอราคา 2.กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 3.คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 11/2560 เรื่อง การกํากับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ 4.ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 5.ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 6.ระเบียบการรถไฟแห่งประเทศไทยว่าด้วยการจ้าง พ.ศ.2544 และ 7.ระเบียบการรถไฟแห่งประเทศไทยว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2544

Advertisement

สำหรับการตัดสินใจใช้ ม.44 ของรัฐบาลเพื่อเร่งรัดโครงการให้เร็วในครั้งนี้ ประเด็นหลักคงจะมาจากความล่าช้าของการดำเนินโครงการ เพราะนับตั้งมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับจีน แบบรัฐต่อรัฐ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 ผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถลงมือก่อสร้างได้ ทั้งที่ช่วงเริ่มต้นโครงการทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศว่าจะเริ่มก่อสร้างเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2558

ขณะที่การประชุมความร่วมมือรถไฟไทย-จีน ครั้งที่ 18 ซึ่งจัดขึ้นในไทยเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดูผิวเผินอาจมองว่ามีความคืบหน้ามาก เนื่องจากที่ประชุมสรุปออกมาว่า 1.จะนำเสนอโครงการก่อสร้างระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเดือนมิถุนายนนี้ 2.การออกแบบการก่อสร้างระยะที่ 1 ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว จะแล้วเสร็จและลงนามในสัญญางานออกแบบได้ในเดือนกรกฎาคม 3.ร่างเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) รฟท.ได้จัดทำไว้แล้ว โดยจะเปิดให้ผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทของคนไทยเข้าประมูลงานก่อสร้าง และสามารถจับคู่กับบริษัทต่างชาติได้ 4.รฟท.ในฐานะเจ้าของโครงการจะทำการเปิดประกวดราคาก่อสร้าง ตอนที่ 1 สถานีกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 5.เดือนสิงหาคม 2560 จะได้ตัวผู้รับเหมาและเริ่มงานก่อสร้างได้ 6.การก่อสร้างตอนแรกจะใช้เงินประมาณ 200 ล้านบาท โดยอาจจะกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ หรือใช้งบประมาณจากรัฐบาล และ 6.ตอนที่ 2 จากปากช่อง-คลองขนานจิตร ระยะทาง 11 กม. ตอนที่ 3 แก่งคอย-โคราช ระยะทาง 119 กม. และตอนที่ 4 กรุงเทพฯ-แก่งคอย ระยะทาง 119 กม. จะเร่งรัดก่อสร้างต่อทันที

ทั้งที่ความเป็นจริงในรายละเอียดก่อนจะไปถึงจุดนั้นได้ ยังติดขัดเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะตามระเบียบราชการของไทยไม่เปิดทางให้ดำเนินโครงการในลักษณะนี้ได้ง่ายๆ หากไม่ใช้ ม.44 เข้าช่วย ก็คงจะไม่มีใครกล้าที่จะเดินหน้าโครงการให้สำเร็จได้แน่นอน

การประกาศใช้ ม.44 ครั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกัน โดยนายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) มองว่า ถึงแม้คำสั่ง ม.44 จะประกาศออกมาแล้ว แต่ข้อ 6 ของประกาศระบุว่า กรณีเห็นสมควรหรือมีปัญหาขัดข้องในการดําเนินการหรือกรณีมีข้อจํากัดทางกฎหมายอื่นใด นายกรัฐมนตรี หรือ ครม.อาจเสนอให้ คสช.แก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้

ดังนั้นถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการเสนอความคิดเห็นสามารถนำเสนอเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมได้ และทางผู้ใหญ่ก็สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน

นายธเนศยังระบุด้วยว่า วสท.ไม่ได้คัดค้านโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา แต่ต้องการให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติด้วย ดังนั้นจึงมีข้อเสนอเพียง 2 ข้อ คือ 1.วิศวกรจีนที่เข้ามาจะต้องขึ้นทะเบียน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องมานั่งสอบหรืออะไร เพราะเท่าที่สอบถามสภาวิศวกร ก็บอกเลยว่าไม่ได้มานั่งสอบ และ 2.ควรจะถ่ายโอนเทคโนโลยีให้คนไทย เพื่อจะได้รู้จักการซ่อมบำรุงเอง และก่อสร้างโครงการใหม่ของเราเองได้

“วสท.ไม่ได้ค้าน โครงการดีๆ แบบนี้ควรจะเกิดขึ้น เพราะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แค่ว่าไม่ทราบว่าทำไมไม่เอาโอกาสแบบนี้ให้คนไทยเราด้วย ซึ่งที่อยากให้มาขึ้นทะเบียน ไม่ใช่กับ วสท.นะ แต่เป็นสภาวิศวกร เพราะเท่าที่ถามสภาวิศวกรเขาจะอำนวยความสะดวกให้กับวิศวกรชาวจีนอยู่แล้ว โดยจะเป็นเพียงการนั่งพูดคุยให้รู้กฎหมายไทยว่าเป็นอย่างไร และจะมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้เผื่อกรณีเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็จะได้ช่วยเข้าไปดู แต่หากเป็นแบบนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ”นายธเนศระบุ

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า การใช้ ม.44 เพื่อเร่งรัดกระบวนการทำงาน ทั้งเรื่องการกำหนดเวลา การทำให้โครงการสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมายังติดขัดหลายเรื่อง เช่น ระเบียบพัสดุ เนื่องจากเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล เรื่องระเบียบการจัดซื้อ ระเบียบราคากลาง และกฎระเบียบการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมของทางสภาวิศวกรและสภาสถาปนิก โดยยืนยันว่าในเดือนมิถุนายนนี้จะเสนอ ครม.อนุมัติโครงการเพื่อเดินหน้าก่อสร้างตามแผน

“การใช้ ม.44 ก็เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมา และให้สามารถเดินหน้าโครงการได้ตามแผนงานที่กำหนด”นายอาคมระบุ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ ม.44 จะประกาศใช้แล้ว แต่การดำเนินงานเพื่อเดินหน้าประกวดราคาหาผู้รับเหมาเข้ามาก่อสร้างยังต้องทำตามขั้นตอน และยังต้องเสนอ ครม.อนุมัติโครงการเหมือนเดิม ขณะที่การประชุมความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีน ครั้งที่ 19 ไทยก็ยังต้องเดินทางไปที่จีนในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้

แต่จะมีข้อสรุปอะไรที่ชัดเจนตามจุดประสงค์ ม.44 หรือไม่ ต้องลุ้น!!