พราวพุธ ลิปตพัลลภ
ชู Wellness ธุรกิจ Next S-Curve
โอกาสใหม่-พลิกฟื้นศก.ไทย
หมายเหตุ – น.ส.พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล
เอสเตท จำกัด (มหาชน) ร่วมเวทีเสวนา Next Gen Business Talk ในงานสัมมนา EXCLUSIVE MEETING : NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย จัดโดยเครือมติชน ณ เดอะ คริสตัล บ็อกซ์อาคารเกษรทาวเวอร์ กทม. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา
ปัจจุบันกระแส Wellness ไม่ใช่เทรนด์ระยะสั้น แต่เป็นดีมานด์ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกช่วงวัย และกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้จ่ายของผู้บริโภคทั่วโลก ทั้งนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละ
เจเนอเรชั่นให้ความสำคัญกับสุขภาพแตกต่างกัน โดยกลุ่ม Baby Boomer มุ่งเน้นการยืดอายุและการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขณะที่ Gen X ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพในระยะยาว ส่วน Gen Y สนใจเรื่องการชะลอวัย (Anti-aging) ขณะที่ Gen Z และ Gen Alpha มองสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ทั้งการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา และการสร้างบาลานซ์ไลฟ์สไตล์
ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Gen Alpha จะให้ความสำคัญกับการสร้างบาลานซ์ไลฟ์สไตล์ และการออกกำลังกายมากขึ้น จากเดิมที่คนรุ่นเราอาจไปปาร์ตี้กลางคืน ดื่มจนตีหนึ่งตีสอง แต่เดี๋ยวนี้เด็กๆ เปลี่ยนมาปาร์ตี้กลางวัน ไปดื่มมัทฉะ หรือไปเดิน Power Walk กัน สะท้อนว่าการดูแลสุขภาพกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่แล้ว
หากมองในภาพของธุรกิจ Wellness นั้นเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ เนื่องจากผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อบริการที่ตอบโจทย์สุขภาพ อาทิ บริการนวดแผนไทยทั่วไป ที่มีค่าบริการเฉลี่ย 200-500 บาทต่อชั่วโมง หรือในศูนย์การค้าประมาณ 800 บาทต่อชั่วโมง แต่หากพัฒนาเป็นบริการด้านความงาม หรือ Anti-aging สามารถเพิ่มมูลค่าได้ถึง 1,500-2,000 บาทต่อชั่วโมง สะท้อนศักยภาพของธุรกิจ Wellness ที่สามารถเพิ่มรายได้ต่อหัวได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีต้นทุนสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพ ทั้งวัฒนธรรมไทย อาหารไทย สมุนไพรไทย การแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้ว หากภาครัฐและเอกชนร่วมกันพัฒนา Wellness Ecosystem จะช่วยเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับไทยจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว ไปสู่ Wellness Integrated Destination ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
ทั้งนี้ จากผลสำรวจของบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือ Terra BKK ในช่วงปลายปี 2568 พบว่า 90% ของผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยที่สามารถส่งเสริมสุขภาพของผู้อยู่อาศัยได้ ขณะที่ 29% มองว่า Wellness เป็นหนึ่งใน 3 ปัจจัยหลักในการเลือกซื้อบ้าน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับทำเลและรูปแบบโครงการ มาเป็นการมองว่าบ้านต้องช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว
บ้านเป็นสถานที่ที่เราใช้ชีวิตทุกวัน ผู้บริโภคจึงคาดหวังให้ที่อยู่อาศัยสามารถดูแลสุขภาพได้มากกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงเป็นที่พักอาศัย แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย
ดังนั้น บริษัทได้นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาโครงการ ‘ROMM Convent’ (รมย์ คอนแวนต์) โครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่สูง 32 ชั้น ใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) บนถนนคอนแวนต์-สาทร ให้เป็นบ้านที่พร้อมทั้งในแง่การอยู่อาศัยควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ เช่น การตรวจสุขภาพลูกบ้าน และมีบัตเลอร์ (Butler) ที่ช่วยดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นกรณีพิเศษ ร่วมกับโรงพยาบาลบีเอ็นเอช
โดยออกแบบตั้งแต่ต้นทางให้เป็นที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเชื่อมต่อพื้นที่ทำงาน โรงเรียน และสวนสาธารณะ ไปจนถึงการออกแบบอาคารที่ให้ความสำคัญกับ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ แสงแดด สายลม และพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยแบบ Vertical Home ที่ดูแลด้านสุขภาพครบวงจร ทั้งการย้ายประวัติรักษา การประเมินสุขภาพ การประสานบริการพยาบาลถึงที่พัก การจัดส่งยา และการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่อยู่ลำพัง
นอกจากนี้ ลูกบ้านยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพจากโรงพยาบาลบีเอ็นเอช อาทิ ส่วนลดค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 20% โดยมองว่าโมเดลดังกล่าวเป็นการผสานอสังหาริมทรัพย์เข้ากับการแพทย์และสุขภาพอย่างเป็น
รูปธรรม รองรับแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุและผู้บริโภคยุคใหม่ เชื่อว่า Wellness Real Estate จะเป็นทิศทางสำคัญของอสังหาริมทรัพย์ไทยในอนาคต เพราะสามารถสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าโครงการได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคการท่องเที่ยวไทย จำเป็นต้องปรับรูปแบบการแข่งขัน หลังช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ การขายสินค้าและบริการแบบเดิม อาจไม่เพียงพอ ซึ่งการผลักดัน Wellness Tourism จะเป็นจุดสร้างความแตกต่างให้ประเทศไทยกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง เนื่องจากช่วยเพิ่มระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว จากเดิมเฉลี่ย 3-5 วัน เป็นรูปแบบ Wellness Retreat ที่ใช้เวลา 7-14 วัน ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น จากการใช้จ่ายเฉพาะแค่ที่พักและอาหาร ไปสู่บริการสุขภาพ ความงาม และกิจกรรมเพื่อสุขภาพ
ถ้าเรายังขายแบบเดิม ประเทศไทยมีโอกาสสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน แต่ Wellness จะเป็นจุดสร้างความแตกต่าง หรือ Differentiation ที่ทำให้ประเทศไทยกลับมาโดดเด่นได้อีกครั้ง
ซึ่งหากประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็น Wellness Hub ได้สำเร็จ จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่จะเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรม ทั้งการแพทย์ ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม (R&D) ศูนย์ฝึกอบรม ที่อยู่อาศัย โรงเรียนนานาชาติ Senior Living และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม Wellness ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบอาคาร การเลือกวัสดุ อาทิ สีที่มีสารระเหยต่ำ (Low VOC) คุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ การส่งเสริมการนอนหลับ และการนำเทคโนโลยีสุขภาพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ประจำวัน
พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเป็น Medical และ Wellness Hub โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างจังหวัดภูเก็ต ที่เติบโตเร็วกว่าระบบรองรับ ทั้งปัญหาการจราจร การจัดการขยะ คุณภาพอากาศ PM2.5 ระบบน้ำประปา รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่ควรสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ภูเก็ตที่มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่ได้รับงบประมาณตามจำนวนประชากรประจำจังหวัดเพียงราว 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการพัฒนาเมือง
อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐเริ่มมีมาตรการด้านวีซ่าสำหรับผู้เข้ามารักษาพยาบาลและผู้พำนักระยะยาว แต่ยังต้องเพิ่มแรงจูงใจด้านการลงทุนเพื่อสร้าง Wellness Ecosystem ให้ครบวงจร โดยเฉพาะธุรกิจสนับสนุน เช่น ที่อยู่อาศัย ศูนย์วิจัย ศูนย์ฝึกอบรม และบริการเกี่ยวเนื่อง รวมถึงควรกำหนดพื้นที่และผังเมืองรองรับ Medical Hub เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรพร้อม แต่ยังขาดทิศทางร่วมกันด้านกฎหมาย มาตรการลงทุน และการวางแผนเมือง
นอกจากนี้ Sports Tourism ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในระบบ Wellness Ecosystem ของประเทศไทย เนื่องจากมีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการออกกำลังกายและฝึกซ้อมได้ตลอดทั้งปี และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาที่พัฒนาเพิ่มขึ้น โดยยกตัวอย่างโครงการที่หัวหินของบริษัท ซึ่งมีสนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA จำนวน 4 สนาม รองรับทีมฟุตบอลต่างชาติเข้ามาเก็บตัวช่วงปิดฤดูกาลเฉลี่ยทีมละ 2 สัปดาห์ มีนักกีฬาและทีมงานประมาณ 20-30 คน สร้างความต้องการห้องพักราว 200 ห้องต่อทีม รวมถึงรายได้จากการแข่งขันและผู้ติดตาม
อีกหนึ่งที่ถ้าเราเห็น พ่อแม่สมัยใหม่มักผลักดันให้ลูกเล่นกีฬา และหลายๆ คนเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นว่า ลูกฉันไม่จำเป็นต้องเรียนเก่ง GPA 4.0 เพื่อที่จะไปเป็นหมอ แต่โอเคกับการที่ลูกฉันกลายเป็นนักเทนนิสอันดับ 1 ของภูมิภาค เราก็ภูมิใจ
ซึ่งการมีฟิตเนสขนาดใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Wellness Project แต่ Wellness ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบอาคาร วัสดุก่อสร้าง คุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศ การนอนหลับ และนวัตกรรมสุขภาพที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน Wellness ไม่ใช่เพียงธุรกิจสุขภาพ แต่เป็น New Growth Engine หรือ Next S-Curve ของประเทศไทย ที่สามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยว การแพทย์ อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกในอนาคต
(ช่วงหนึ่งในการสัมมนาได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สอบถามในประเด็นต่างๆ นางอุไรวรรณ ไทยภักดี อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ถามถึงการออกแบบโครงการ Wellness Residence ว่ามีการรองรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะหรือไม่ รวมถึงระบบช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพสำหรับผู้อยู่อาศัย)
น.ส.พราวพุธตอบว่า โครงการได้ออกแบบระบบรองรับเหตุฉุกเฉินไว้อย่างครบถ้วน โดยลิฟต์ทุกตัวสามารถรองรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยเปล (Stretcher) และได้ทดสอบระบบร่วมกับโรงพยาบาล (Dry Run) แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถนำผู้ป่วยจากห้องพักถึงมือแพทย์ได้ภายใน 5 นาที นอกจากนี้ โครงการไม่ได้แบ่งพื้นที่หรือชั้นพักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ แต่พัฒนาให้รองรับการอยู่อาศัยของคนทุกช่วงวัย แม้ว่าจะมีลูกค้าจำนวน
ไม่น้อยที่ซื้อห้องพักเพื่อให้บิดามารดาเข้ามาอยู่อาศัย
นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมี Wellness Room สำหรับให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ พร้อมด้วยทีม Family Doctor จากโรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) ที่ดูแลลูกบ้านตั้งแต่การประเมินประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว พฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย เพื่อออกแบบแนวทางการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล พร้อมกันนี้ยังมีทีม Health Butler ทำหน้าที่ประสานงานด้านสุขภาพ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเวลเนส เช่น ห้องนวด ห้องโยคะ ห้องทำสมาธิ (Meditation Room) และพื้นที่ออกกำลังกาย ซึ่งสามารถปรับรูปแบบการใช้งานให้เหมาะกับความต้องการของลูกบ้านแต่ละรายตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งเราไม่ได้ออกแบบโครงการสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ตั้งใจให้เป็นแพลตฟอร์มด้านสุขภาพสำหรับทุกเจเนอเรชั่น โดยสามารถปรับรูปแบบการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคลผ่านคำแนะนำของแพทย์และ Health Butler
การสร้าง Wellness Ecosystem จะไม่ใช่เพียงการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือบริการสุขภาพเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นการสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธุรกิจที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจอาหารและโภชนาการ เทคโนโลยีสุขภาพ ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์และบริการ โดยประเทศไทยมีโอกาสดึงดูดทั้งนักลงทุนต่างชาติและกลุ่มผู้พำนักระยะยาว หากสามารถสร้างระบบรองรับที่ครบวงจรและมีมาตรฐานระดับสากล
หัวใจสำคัญของการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub คือการเปลี่ยนมุมมองจากการขายสินค้าและบริการรายประเภท ไปสู่การสร้างประสบการณ์และคุณภาพชีวิตแบบครบวงจร โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การแพทย์ อสังหาริมทรัพย์ และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว



