มีลุ้น! ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เอกนิติ แจงขอประเมินผลหลังจบโครงการ ก.ย. นี้
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ และรมว.มหาดไทย กำลังพิจารณาเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่าจะต่ออายุอีกหรือไม่ หลังจากที่จะหมดโครงการเฟสนี้เดือนกันยายนว่า โครงการดังกล่าวได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนและร้านค้าต่าง ๆ เป็นอย่างดี เนื่องจากโครงการไทยช่วยพลัสเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่ประชาชนได้จริงในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจากการติดตามความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ พบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยผ่านโครงการนี้แล้วกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งความน่าสนใจของตัวเลขนี้คือ เม็ดเงินดังกล่าวได้กระจายตัวออกไปสู่ต่างจังหวัดทั่วประเทศสูงถึง 84 – 85% ขณะที่มีการใช้จ่ายอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพียงประมาณ 15% – 16% เท่านั้น ซึ่งตัวเลขมีความคล้ายคลึงโครงการคนละครึ่งพลัส
นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกจากมาตรการช่วยลดค่าครองชีพแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นการยกระดับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบอย่างยั่งยืน ผ่านการประชาสัมพันธ์ระบบนกกระซิบ ซึ่งเป็นระบบบัญชีอัจฉริยะที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถทำบัญชีสรุปรายรับ-รายจ่ายของร้านค้าได้อย่างเป็นระบบและง่ายดายขึ้น โดยกระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายเร่งรัดให้ผู้ค้าจัดทำบัญชีดังกล่าวให้เสร็จสิ้น เพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการยื่นขออนุมัติสินเชื่อจากธนาคารได้ ซึ่งจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาไม่ให้กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าต้องหันไปพึ่งพาการกู้ยืมหนี้นอกระบบ
“พอจบโครงการไทยช่วยไทยพลัสเดือนกันยายนนี้ อยากจะประเมินผลกระทบ วิเคราะห์ว่าควรปรับปรุงโครงการในช่วงไหนบ้าง ซึ่งประเด็นความเป็นไปได้ในการขยายระยะเวลาหรือดำเนินมาตรการนี้ต่อในอนาคตนั้น ทางกระทรวงการคลังจะรับประเด็นดังกล่าวไปพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนเรื่องความยุ่งยากในการคำนวณการใช้จ่ายของโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่มีสัดส่วน 60 ต่อ 40 หรือรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% เนื่องจากภาครัฐจะตั้งใจสมทบเงินให้ในสัดส่วนที่มากกว่าเดิมเพื่อเยียวยาประชาชน ซึ่งมีประชาชนบางส่วนระบุว่าคำนวณสิทธิยากและมีความต้องการอยากให้ปรับกลับไปใช้ระบบสัดส่วน 50ต่อ50 เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่ง ทั้งนี้ ทางกระทรวงการคลังพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา



