เอกชน แนะรัฐวิเคราะห์ผล ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ โดยละเอียดก่อนเดินหน้าเฟส 2 ชี้ต้องตรงกลุ่ม-คุ้มค่า
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมพิจารณาโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2’ ต่อเนื่องจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสแรกว่า มองว่าเป็นแนวทางที่รัฐบาลเตรียมไว้เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือรัฐบาลจะต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ต้องการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มใด และมาตรการดังกล่าวจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ รัฐบาลควรนำข้อมูลและผลลัพธ์จากโครงการที่ดำเนินการมาแล้วมาประกอบการพิจารณา โดยเฉพาะผลของโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสแรกว่า สามารถสร้างผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด และมีความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปหรือไม่ รวมถึงต้องพิจารณาด้วยว่ายังมีงบประมาณเพียงพอสำหรับดำเนินโครงการระยะต่อไปหรือไม่
“หากมีข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจนว่าการดำเนินโครงการที่ผ่านมาให้ผลลัพธ์ที่ดีและมีความคุ้มค่า ก็ถือเป็นมาตรการที่น่าสนใจ แต่หากจะนำกลับมาดำเนินการอีกครั้ง รัฐบาลต้องดูว่าขณะนี้มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด และควรออกแบบมาตรการให้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง” นายวิศิษฐ์กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีกลุ่มประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและเอสเอ็มอีบางส่วนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหากำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับอ่อนแอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ลง ดังนั้น หากรัฐบาลจะออกมาตรการเฟสใหม่ ควรศึกษาและกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนว่า กลุ่มใดยังได้รับผลกระทบในวงกว้าง และควรเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มใดเป็นลำดับแรก เพื่อให้เม็ดเงินของรัฐลงไปถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุดและสามารถสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้จริง
นายวิศิษฐ์กล่าวต่อว่า สำหรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์หากรัฐบาลจะเดินหน้า ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 สิ่งแรกที่ควรดำเนินการคือการนำสถิติและข้อมูลจากโครงการในรอบที่ผ่านมาออกมาวิเคราะห์อย่างละเอียดว่า เงินได้ลงไปถึงกลุ่มใดบ้าง และผลที่เกิดขึ้นสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงมากน้อยเพียงใดต้องเห็นตัวเลขให้ชัดว่า เมื่อดำเนินการในแต่ละกลุ่มแล้ว กลุ่มไหนได้รับประโยชน์มาก กลุ่มไหนได้รับประโยชน์น้อย และมาตรการดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร เพราะทั้งหมดเกี่ยวข้องกับความคุ้มค่าของการใช้เม็ดเงินภาครัฐ
นายวิศิษฐ์กล่าวว่า เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะมีข้อมูลสำหรับประเมินผลโครงการอยู่แล้ว เนื่องจากการดำเนินโครงการในปัจจุบันเป็นระบบดิจิทัล ทำให้สามารถติดตามและประเมินตัวเลขการใช้จ่าย รวมถึงผลที่เกิดขึ้นจากมาตรการได้ไม่ยาก จึงควรนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการออกแบบมาตรการเฟสต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3% โดยต้องการผลักดันการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนให้เพิ่มขึ้นนั้น มองว่าขณะนี้ปัจจัยหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ ทำอย่างไรให้การลงทุนดังกล่าวสร้างผลต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้างมากขึ้น
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ แม้จะทำให้มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจ แต่ต้องดูต่อไปว่าเม็ดเงินดังกล่าวสามารถกระจายไปยังห่วงโซ่อุปทาน หรือซัพพลายเชนของไทยได้มากน้อยเพียงใด ทั้งภาคการผลิต ภาคบริการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การลงทุนใหม่สามารถสร้างประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน และทำให้ผลจากการลงทุนมีความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงนำเม็ดเงินเข้ามาในประเทศแล้วสิ้นสุดลง อย่างน้อยไทยต้องมีโอกาสเข้าไปร่วมก่อสร้าง หรือมีโอกาสเข้าไปร่วมให้บริการในเรื่องต่างๆ กับการลงทุนใหม่ที่เข้ามา เพราะเมื่อธุรกิจไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ดังกล่าวได้ เม็ดเงินก็จะเริ่มกระจายเข้าสู่ภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ และลงไปถึงแรงงานด้วย
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า นอกจากการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานแล้ว รัฐบาลยังต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งยังมีความต้องการผู้เชี่ยวชาญและแรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้านอีกจำนวนมาก ดังนั้น แทนที่จะพึ่งพาการนำเข้าแรงงานหรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการลงทุนใหม่ในการพัฒนาบุคลากรไทยให้สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ โดยต้องทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับภาคการศึกษา ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาด้านวิชาชีพ เพื่อสร้างกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม
“การลงทุนใหม่ๆ ที่เข้ามายังมีความต้องการผู้เชี่ยวชาญและแรงงานทักษะเฉพาะด้านอยู่พอสมควร เราจึงควรใช้โอกาสนี้พัฒนาคนของเรา เพื่อให้สามารถเข้าไปทำงานและเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมใหม่ได้ ไม่ใช่พึ่งพาการนำเข้าบุคลากรจากภายนอกเพียงอย่างเดียว” นายวิศิษฐ์ กล่าว



