ตรีรัตน์ แนะรัฐตีกรอบแจก 5 หมื่น ติดโซลาร์รูฟท็อป เตือนเร่งคุมเข้มมาตรฐานผู้ติดตั้ง แนะใช้ Net Metering แทน Net Billing
นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการการพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมนำงบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในส่วนของวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง เพื่อใช้เป็นเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน (Solar Rooftop) ในอัตรา 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงและเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดนั้นว่า มองว่าเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุดสำหรับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแหล่งเงินทุนในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อย่างไรก็ตาม เสนอว่ารัฐบาลควรตีกรอบรายได้ผู้ที่จะได้รับสิทธิดังกล่าวให้ชัดเจน ไม่ควรใช้วิธีการหว่านแห โดยมุ่งเป้าไปที่มีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยก่อน รวมถึงผู้ที่มีรายได้ปานกลาง ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยตำ่ในส่วนที่เหลือ ส่วนผู้ที่มีรายได้สูงควรเพิ่มเติมแพ็กเกจอื่น อาทิเช่น แพ็กเกจสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ย 1-2% ต่อปี มีระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี หรือเพิ่มเติมสิทธิในการลดหย่อนภาษี อย่างไรก็ดี การให้ธนาคารของรัฐเข้ามาสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยตำ่เป็นสิ่งที่ดี แต่ควรตั้งเงื่อนไขให้ประชาชนสามารถกู้ได้ง่าย และไม่ซับซ้อนด้วย
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ จะมีต้นทุนประมาณ 150,000 บาท ยังไม่รวมราคาแบตเตอรี่ และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 500 หน่วยต่อเดือน และประหยัดค่าไฟได้สูงสุดประมาณ 2,000 บาท ซึ่งเหมาะสมกับบ้านขนาด 2 ห้องนอนที่มียอดใช้ไฟไม่เกิน 4,000 บาทต่อเดือน ส่วนขนาด 10 กิโลวัตต์ จะมีต้นทุนประมาณ 300,000-400,000 บาท
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า หากรัฐตั้งเป้าหมายขยายการติดตั้งให้ได้ 500,000 – 1,000,000 ครัวเรือน สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันคือ การควบคุมมาตรฐานของผู้รับเหมาติดตั้ง เนื่องจากปัญหาไฟไหม้ที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากตัวแผงโซลาร์เซลล์ แต่เกิดจากการการที่ผู้ติดตั้งยังไม่ได้มาตรฐาน เช่น ทำการร้อยสายไฟและเชื่อมระบบยังไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น ดังนั้น รัฐจึงต้องบังคับให้ผู้ติดตั้งขึ้นทะเบียนและผ่านการอบรมตามมาตรฐานของการไฟฟ้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“เราควรจะมีระบบที่จะมาตรวจผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพราะตอนนี้ระบบและอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ไม่ได้มีปัญหา แต่เกิดจากผู้ติดตั้งไม่ได้มาตรฐานเยอะมาก ทำให้ในหลายครั้งเกิดข่าวติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วไฟไหม้ ซึ่งการที่จะรองรับให้ได้ 5 แสน ถึง 1 ล้านคน รัฐต้องให้ผู้ติดตั้งทุกคนขึ้นทะเบียนและผ่านทุกคนผ่านการอบรมตามมาตรฐานการไฟฟ้าด้วย เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายตรีรัตน์ กล่าว
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่รัฐเปิดให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนได้ หรือ Net Billing และคาดว่าจะคืนทุนใน 3-4 ปีนั้น มองว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก รัฐกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์เซลบนหลังคาบ้าน 2.2 บาทต่อหน่วย หากประชาชนลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ เทียบกับเงินลงทุน 150,000 บาท ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ที่ผลิตไฟฟ้าได้ราว 500 หน่วยต่อเดือน จะสามารถขายไฟฟ้าคืนได้เพียงเดือนละ 1,100 บาท ซึ่งต้องใช้เวลาคืนทุนนานถึง 11.3 ปี แต่หากรัฐเปลี่ยนมาใช้ระบบ Net Metering ที่กำหนดให้ราคารับซื้อไฟฟ้าคืนจากประชาชนมีราคาเท่ากับราคาที่รัฐขายไฟฟ้าให้ประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ปรับเป็น 4 บาทกว่าต่อหน่วย รายได้จากการขายไฟจะเพิ่มเป็นราว 2,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาคืนทุนให้เหลือเพียง 5 ปีกว่า
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ระบบ Net Metering เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กันในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น และยุโรป นโยบายนี้จะเปรียบเสมือนการเปลี่ยนหลังคาบ้านของประชาชนให้เป็นโรงไฟฟ้า ช่วยให้รัฐบาลไม่ต้องนำเงินไปลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เอง และยังช่วยให้ประเทศลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งมักมีราคาผันผวนรุนแรงเมื่อเกิดภาวะสงคราม
“สิ่งที่รัฐบาลควรต้องทำคือไม่ใช่ Net billing แต่คือNet Metering เพราะจะทำให้ราคารับซื้อไฟจากบ้านที่ติดโซลาร์กับราคาขายควรเป็นราคาเท่ากัน แทนที่รัฐบาลจะเอาเงินไปลงทุนเยอะๆ เพื่อไปสร้างโรงไฟฟ้า คุณก็ให้บ้านของประชาชนนั่นแหละเป็นโรงไฟฟ้าของคุณ” นายตรีรัตน์ กล่าว

