‘สุพจน์’ ห่วงจีนปักฐาน EV ไทย แนะลดต้นทุน หวั่นไทยแข่งขันยาก-เหลือแค่โชว์รูม

9.08.26 | 18:51 น.

‘สุพจน์’ ห่วงจีนปักฐาน EV ไทย แนะลดต้นทุน หวั่นไทยแข่งขันยาก-เหลือแค่โชว์รูม

นายสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีจีนสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า ต้องมองภาพรวมก่อนว่าการเข้ามาผลิตในไทยมีเป้าหมายเพื่อขายในประเทศหรือส่งออก เพราะโจทย์สำคัญคือกำลังซื้อภายในประเทศยังไม่แข็งแรง แม้ที่ผ่านมาไทยมีมาตรการ EV3 และ EV3.5 เข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนก็ยังมีความกังวลในความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน เนื่องจากการผลิตและประกอบรถ EV ในไทยยังมีต้นทุนสูงกว่ารถที่นำเข้าจากจีน โดยจีนมีข้อได้เปรียบจากการผลิตจำนวนมาก เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ขณะที่รถยนต์หนึ่งรุ่นในไทยมีปริมาณผลิตเพียงหลักพันคันต่อปี ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า


“ถ้าไม่มีมาตรการ EV3 และ EV3.5 เข้ามาช่วยชดเชยต้นทุน เรากังวลว่ารถที่ผลิตในประเทศอาจแข่งขันกับรถนำเข้าจากจีนไม่ได้ และอาจทำให้ค่ายรถจีนเลือกนำเข้ารถมากกว่าการตั้งฐานผลิตจริงในไทย” นายสุพจน์ กล่าว

นายสุพจน์ ระบุว่า ทั้งนี้ หากไทยไม่สามารถดึงให้เกิดการผลิตในประเทศได้ ความเสี่ยงคือไทยอาจกลายเป็นเพียงตลาดจำหน่ายหรือ โชว์รูมของรถ EV ต่างประเทศ มากกว่าจะเป็นฐานการผลิตและฐานนวัตกรรม เพราะเมื่อไม่มีการประกอบในประเทศ โอกาสพัฒนาชิ้นส่วน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ก็จะลดลง สำหรับแนวทางช่วยผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยนั้น ภาคเอกชนพยายามหารือร่วมกับผู้ผลิตจีนเพื่อสร้างความร่วมมือ แต่ยังติดปัญหาต้นทุนที่สูงกว่า โดยปัจจุบันต้นทุนชิ้นส่วนไทยอาจสูงกว่าจีนราว 30% จากปัจจัยด้านวัตถุดิบที่ต้องนำเข้า ค่าแรง ค่าไฟ และต้นทุนเครื่องจักร นอกจากนี้ยังได้เสนอให้เร่งลดช่องว่างต้นทุนเพื่อให้แข่งขันได้มากขึ้น

“หากลดช่องว่างจาก 30% ให้เหลือประมาณ 15% แล้วหารือร่วมกับผู้ผลิตจีนให้เห็นประโยชน์ของการใช้ฐานผลิตในไทย ทั้งการลดความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง ก็อาจเป็นทางออกที่เดินร่วมกันได้” นายสุพจน์ กล่าว

Advertisement
สุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
สุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นายสุพจน์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องคุณภาพสินค้าจากการเข้ามาของทุนจีน เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการกำกับมาตรฐานของภาครัฐ โดยไทยมีมาตรฐานสากลด้านยานยนต์และชิ้นส่วนอยู่แล้ว ทั้งการทดสอบความปลอดภัยและมาตรฐานต่าง ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้มงวดเพื่อรักษาคุณภาพและภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมไทย
ส่วนโอกาสส่งออกรถ EV ที่ผลิตในไทย ซึ่งหากไทยรักษากติกาการค้า ระเบียบ WTO ข้อตกลง FTA และเกณฑ์ Local Content ได้อย่างถูกต้อง รถที่ผลิตในไทยก็สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลียหรือยุโรป ทั้งนี้ ภาครัฐควรส่งเสริมให้ค่ายรถยนต์จีนที่เข้ามาลงทุนในไทยใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบภายในประเทศ ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 1, Tier 2 และ Tier 3 เพื่อสร้างการจ้างงานและทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

“ตอนนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยพยายามหาโอกาสร่วมมือกับผู้ผลิตจีน แต่ยังติดข้อจำกัดเรื่องต้นทุนที่สูงกว่า ทั้งนี้ ภาคเอกชนอยู่ระหว่างหารือร่วมกับภาครัฐเพื่อหาจุดสมดุลและลดช่องว่างต้นทุน ซึ่งปัจจุบันต้นทุนชิ้นส่วนไทยสูงกว่าจีนประมาณ 30% ทั้งนี้ เรากำลังวิเคราะห์ว่าต้นทุนเกิดจากส่วนใด ตั้งแต่วัตถุดิบ เนื่องจากไทยไม่มีวัตถุดิบต้นน้ำของตัวเอง ทั้งเหล็กและอะลูมิเนียมต้องนำเข้า ส่งผลให้มีต้นทุนภาษีนำเข้า รวมถึงค่าแรง ค่าไฟ และค่าเครื่องจักร” นายสุพจน์ กล่าว

นายสุพจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนจะทำให้การแข่งขันในตลาดไทยเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลต่อระดับราคารถยนต์ แต่การจะเปรียบเทียบต้นทุนและราคากันต้องดูว่าเป็นต้นทุนที่เกิดจากกลไกตลาดอย่างแท้จริงหรือไม่ เนื่องจากไทยและจีนมีขนาดการผลิตแตกต่างกันอย่างมาก โดยไทยผลิตรถยนต์ประมาณ 500,000 คันต่อปี ขณะที่จีนมีตลาดรถยนต์ราว 25 ล้านคันต่อปี ทำให้จีนมีข้อได้เปรียบด้านการผลิตจำนวนมากและการประหยัดต่อขนาด ดังนั้นการนำต้นทุนแบบ ยูนิตต่อยูนิต มาเปรียบเทียบกันโดยตรงจึงเป็นเรื่องยาก และผู้ผลิตไทยย่อมเสียเปรียบด้านต้นทุน หากต้องแข่งขันกับรถที่ผลิตในจีนในปริมาณมหาศาล

“สิ่งสำคัญคือการแข่งขันต้องเป็นธรรม มีกลไกการนำเข้า มีเรื่องภาษีที่เป็นธรรม รวมถึงกำหนดว่าถ้าใช้ชิ้นส่วนในประเทศในสัดส่วนเท่าไร จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างไร ถ้าเป็นการแข่งขันแบบ Apple to Apple และเป็นกลไกการค้าที่เป็นธรรม เชื่อว่าสุดท้ายผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัว ใครปรับตัวไม่ได้ก็ต้องออกจากอุตสาหกรรมไป” นายสุพจน์ กล่าว