หน้าแรก เศรษฐกิจ พาณิชย์ จับตา...

พาณิชย์ จับตาศก.เมียนมา เร่งฟื้นภาคผลิต-ส่งออกเกษตร หวังชายแดนมั่นคงเอื้อการค้าไทย

10.08.26 | 14:44 น.

พาณิชย์  จับตาทิศทางศก.เมียนมา หลังประกาศเร่งขับเคลื่อนผ่านภาคผลิต ฟื้นบทบาทผู้ส่งออกเกษตร ลดปัญหาพลังงาน

จากกรณีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมาในรอบ 100 วันต่อที่ประชุมรัฐสภาสหภาพสมัยสามัญ ครั้งที่ 2 โดยมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 539 คน ซึ่งมีสาระสำคัญด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้น


นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.)กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบภายในประเทศ และเพิ่มรายได้จากการส่งออก ดังนี้

  • ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งข้าวและข้าวหอมพันธุ์ปอว์ซานรวมทั้งสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา และสินค้าประมง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างรายได้จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร
  • ด้านพลังงาน ส่งเสริมการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
  • ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ
  • ด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาเส้นทางการค้าชายแดนและเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน

“แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมียนมายังคงมุ่งใช้ภาคการผลิตเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การเพิ่มศักยภาพการส่งออก และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน”

นางอารดา กล่าวว่า นอกจากนโยบายด้านการค้าแล้ว รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพภายในประเทศ โดยเดินหน้าเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ (EAOs) และย้ำถึงหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งหากมีความคืบหน้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนมีเสถียรภาพมากขึ้น เอื้อต่อการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงการค้าชายแดน การขนส่งสินค้าระหว่างไทย – เมียนมา และการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว และหากเมียนมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น ฝ่ายไทยก็จะมีโอกาสในการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้ากับเมียนมาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า (Import License) ที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568

Advertisement

ในปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 21 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 244,051.23 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 146,747.31 ล้านบาท และนำเข้า 97,303.92 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการค้าชายแดน 193,663 ล้านบาท (-7.4%) มีสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ และสัตวน้ำ มีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดีเซล และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร

ดังนั้น กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการด้านการค้าของรัฐบาลเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยและใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้ เป็นโอกาสในการพูดคุยแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวให้เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง