หน้าแรก เศรษฐกิจ นักกฎหมาย ชี้...

นักกฎหมาย ชี้คำสั่งศาลฯ ทำมติสรรหาฯ แค่ “ความเห็น”ยัน นพ.สรณ ยังนั่งประธาน กสทช.

10.08.26 | 19:00 น.

นักวิชาการ กฎหมายมหาชน ถอดคำสั่งศาลปกครองกลาง ชี้คำวินิจฉัยกรรมการสรรหาฯ เป็นเพียงความเห็น ไม่อาจเปลี่ยนสถานะทางกฎหมาย ยัน “นพ.สรณ” ยังปฏิบัติหน้าที่ ปธ.กสทช.-มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ดร.รุจิระ บุนนาค อาจารย์พิเศษ นักวิชาการ และนักกฎหมายมหาชน กล่าวถึงประเด็นข้อกฎหมายกรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ที่ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของ คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และขอทุเลาการพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ว่า ประเด็นสำคัญในการพิจารณาคดีปกครองต้องเริ่มจากการพิจารณา วัตถุแห่งคดี ซึ่งกรณีนี้คือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569


ทั้งนี้คดีนี้ นพ.สรณ ได้ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.2569 ของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยว่าวัตถุแห่งคดีนี้ก็คือ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ

ดร.รุจิระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นพ.สรณ ได้บรรยายฟ้องในทำนองว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ นั้นได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายกับตน เพราะคณะกรรมการสรรหาฯ ไปวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 อย่างไรก็ตามศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องดังกล่าวเพราะ นพ.สรณ ไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหาฯไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับ นพ.สรณ”

ดร.รุจิระ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์คำสั่งของศาลปกครองกลาง ในประเด็นที่ว่าการที่ “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับ นพ.สรณนั้น ย่อมหมายความว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้มีสภาพบังคับทางกฎหมายกับ นพ.สรณ เพราะหัวใจสำคัญของการเป็น คำสั่งทางปกครอง คือ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล เมื่อศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า

Advertisement
นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

นพ.สรณไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหาฯ ย่อมหมายความว่า (1) การวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และ (2) คำวินิจฉัยไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ดังนั้น “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” จึงไม่ถือเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ตามกฎหมาย

จากคำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าว “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” จึงมีสถานะเป็นเพียง “ความเห็น” ซึ่ง “ความเห็น” ไม่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่กำหนดให้ “ความเห็น” สามารถมีผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายของบุคคลได้

ส่วนผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของประธานและกรรมการ กสทช. ดร.รุจิระ กล่าวว่า โดยผลของคำสั่งของศาลปกครองกลาง น่าจะช่วยให้ประเด็นที่ถกเถียงกันว่า นพ.สรณ ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.ได้หรือไม่ เป็นที่ยุติว่า นพ.สรณ รวมถึงกรรมการ กสทช. ทุกคน มีหน้าที่และอำนาจต้องปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะองค์กรกลุ่ม หรือ คณะกรรมการ กสทช. เช่นเดิม เพราะยังมีวาระอีกมากมายที่คณะกรรมการ กสทช. มีหน้าที่ต้องประชุมหารือกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิจารณา Digital TV Roadmap และการรักษาสิทธิวงโคจรของประเทศไทย เป็นต้น

ส่วนกรณีผลประโยชน์ขัดแย้งกับช่วงเวลาก่อนเข้ารับตำแหน่งนั้น ดร.รุจิระ กล่าวว่า คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหากับไทม์ไลน์ความขัดแย้งของผลประโยชน์ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาไม่ได้เกี่ยวกับการกระทำที่มีลักษณะเป็นผลประโยชน์ขัดแย้ง เพราะเมื่อวิเคราะห์คำสั่งศาลปกครองกลาง พร้อมกับการย้อนดูต้นตอที่พิพาท เท่าที่ทราบ นพ.สรณ ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช. มาเป็นระยะเวลา 4 ปีกว่าแล้ว รวมถึงได้ผลักดันโครงการเพื่อประโยชน์สาธารณะ เหตุใดในวันนี้คณะกรรมการสรรหาฯ

ถึงได้กลับมาประชุมและมีมติกันว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม เพราะ นพ.สรณ กระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือ conflict of interest ในระหว่าง 4 ปีที่ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. หรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวพบว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ได้วินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม เพราะยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่ง กสทช. ซึ่งมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ได้วินิจฉัยว่า นพ.สรณ กระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือ conflict of interest ในระหว่าง 4 ปีปฏิบัติหน้าที่ประธานแต่อย่างใด

ดร.รุจิระ บุนนาค อาจารย์พิเศษ นักวิชาการ และนักกฎหมายมหาชน
ดร.รุจิระ บุนนาค อาจารย์พิเศษ นักวิชาการ และนักกฎหมายมหาชน

ดร.รุจิระ กล่าวด้วยว่า เห็นว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายย่อมมุ่งหมายมิให้กรรมการ กสทช. หรือกรรมการขององค์กรอิสระกระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจหน้าที่ไปหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง ไม่ใช่ก่อนดำรงตำแหน่ง เพราะในช่วงเวลานั้น กรรมการยังไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะให้ประโยชน์แก่ตนเองหรือใครได้ นอกจากนี้ ไม่ว่าจะมีการตีความหรือขยายความประเด็นผลประโยชน์ขัดแย้งหรือ conflict of interest ไปไกลเพียงใดก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือการปฏิบัติหน้าที่แพทย์รักษาคนไข้นั้นจะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ในบริบทใดได้บ้าง หรือหากจะมองว่าแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง

เป็นแพทย์คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลรัฐ เป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ก็จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายที่ประหลาด แพทย์ที่สังกัดโรงพยาบาลเอกชนมารับเป็นแพทย์คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลรัฐจะมีสถานะเป็นักกฎหมายยัน “นพ.สรณ” ยังเป็นประธาน กสทช.คำวินิจฉัยสรรหาฯ เป็นแค่ “ความเห็น”นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐไปด้วย รวมถึงหากแพทย์ที่เกษียณอายุราชการแล้วแต่ยังรับเป็นแพทย์คลินิกนอกเวลาก็จะเป็นการต่ออายุราชการไม่มีที่สิ้นสุดเพราะถูกตีความว่าเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ

“คำสั่งของศาลปกครองกลางและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีประเด็นและมุมมองที่สามารถนำมาวิเคราะห์ทางกฎหมายได้หลากหลาย และแต่ละประเด็นก็สามารถนำมาถกเถียงและแปลความกันได้ในหลายแง่มุม ซึ่งคำสั่งของศาลปกครองกลางเองนั้นยังไม่เป็นที่สุดโดย นพ.สรณ ยังคงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อไปยังศาลปกครองสูงสุดได้” ดร.รุจิระ กล่าว