หน้าแรก เศรษฐกิจ เคาะต่ออายุรา...

เคาะต่ออายุราคารับซื้อข้าวโพดสัตว์ ถึง 31 ส.ค. – ศุภจี สั่งเร่งทบทวนต้นทุนด่วน ย้ำดูแลตั้งแต่ต้นทาง

10.08.26 | 20:36 น.

นบขพ. เคาะต่ออายุราคารับซื้อข้าวโพดฯ ถึง 31 ส.ค. 69 ศุภจี มอบหมายเกษตรเร่งทบทวนต้นทุนให้เหมาะสมโดยด่วน ย้ำต้องดูแลเกษตรกรตั้งแต่ต้นทาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิต ลดต้นทุน ทำให้เกษตรกรแข่งขันและอยู่ได้


เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ โดยมีผู้แทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้แทนผู้ประกอบการโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้แทนสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และราคารับซื้อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยมุ่งดูแลเกษตรกรเป็นสำคัญ ควบคู่กับการไม่สร้างผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตและผู้บริโภค

นางศุภจี กล่าวว่า การดูแลเกษตรกรต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะเรื่อง ต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้และความอยู่รอดของเกษตรกรในระยะยาว การกำหนดราคารับซื้อจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลต้นทุนที่ถูกต้องให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักในการกำหนดราคาใหม่ได้อย่างมีเหตุผลและเป็นธรรม

“วันนี้ปัญหาสำคัญคือข้อมูลต้นทุนยังไม่ตรงกัน ฝ่ายเกษตรกรสะท้อนว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรสะท้อนว่าต้นทุนลดลง หากข้อมูลพื้นฐานยังไม่ตรงกัน จะส่งผลต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปศุสัตว์ และท้ายที่สุดอาจกระทบต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ดังนั้น ต้องกลับไปทำข้อมูลต้นทุนให้ตรงกับข้อเท็จจริงและเป็นที่ยอมรับร่วมกันก่อน” นางศุภจีกล่าว

Advertisement

นางศุภจี กล่าวว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันคือ การแก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยได้มอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดูแลเรื่องความสามารถในการผลิตของเกษตรกร ตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์ คุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนการผลิต ตลอดจนแนวทางเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนและแข่งขันได้ดีขึ้น ไม่ใช่พึ่งพาการเพิ่มราคารับซื้อเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสำหรับผลผลิตปี 2569/70 หากพบว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจริง โดยต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี

“ถ้าต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจริง และเราต้องการช่วยเหลือเกษตรกร แต่ไม่ต้องการให้ผลกระทบส่งต่อไปยังห่วงโซ่จนถึงผู้บริโภค กระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องเสนอแนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือต้นทุนให้กับเกษตรกรโดยตรง ขณะเดียวกันต้องเร่งทำแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ได้มอบหมายไว้ตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนในเดือนมิถุนายน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แก้เฉพาะเรื่องราคาในแต่ละปี” นางศุภจีกล่าว

สำหรับประเด็นราคารับซื้อ ที่ประชุมเห็นชอบให้ ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ประจำปี 2568/69 ออกไปจนกว่าจะมีประกาศฉบับใหม่ โดยยังคงหลักเกณฑ์และโครงสร้างราคารับซื้อเดิมไว้ เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศด้านราคาและไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากการที่ประกาศเดิมสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนข้อมูลต้นทุนการผลิตให้สะท้อนข้อเท็จจริงและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยให้พิจารณาครอบคลุมต้นทุนของเกษตรกร ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนและภาระของผู้ประกอบการ สถานการณ์ตลาด ความต้องการใช้ และวัตถุดิบทดแทน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแนวทางด้านราคาในระยะต่อไป

พร้อมกันนี้ มอบหมายให้สภาเกษตรกรแห่งชาติและสมาพันธ์ปศุสัตว์ฯ ร่วมชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การประกาศราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนการผลิตและการจำหน่ายได้อย่างเหมาะสม ขณะที่คณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทน ให้ติดตามสถานการณ์ด้านราคา ปริมาณผลผลิต ความต้องการใช้ และวัตถุดิบทดแทนอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณามาตรการด้านการนำเข้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์

นางศุภจี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ยังไม่สามารถกำหนดราคารับซื้อใหม่ได้ เนื่องจากข้อมูลต้นทุนซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญยังมีข้อแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปจัดทำข้อมูลให้ชัดเจนก่อน ทั้งนี้ การยืดระยะเวลาประกาศเดิมเป็นการดำเนินการเพื่อ ไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบในช่วงที่ยังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุป และเพื่อให้มีเวลาจัดทำข้อมูลต้นทุนและมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม

“เป้าหมายของเราคือทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่ได้ มีรายได้ และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว การช่วยเกษตรกรจึงต้องแก้ทั้งเรื่องราคาและต้นทุน โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตั้งแต่ต้นทาง หากเราทำให้ต้นทุนเหมาะสม ผลผลิตมีคุณภาพ และเกษตรกรมีความสามารถในการแข่งขันได้ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและช่วยให้ทั้งระบบเดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน” นางศุภจีกล่าว