บล.บัวหลวง ชี้หุ้นไทยขาขึ้นยาว ให้เป้าหมายสิ้นปีแตะ 1,700 จุด รับเงินทุนต่างชาติทะลัก
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS เปิดเผยว่า ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนหลังของปี 2569 ดัชนีหุ้นยังมีทิศทางขาขึ้นในลักษณะ Sideway Up โดยให้กรอบไว้ที่ 1,580-1,700 จุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1.ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยในครึ่งปีแรกเติบโตแข็งแกร่งในรอบหลายปี ส่งผลให้ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดถูกปรับเพิ่มราว 4% มาอยู่ที่ 103 บาท
2.ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงช่วง 80–85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความไม่สงบด้านภูมิรัฐศาสตร์แต่ไม่ลุกลาม ช่วยหนุนกำไรกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
3.ตลาดหุ้นไทยยังได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI ทั่วโลก ที่เร่งให้เกิดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามายังไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ส่งผลให้เกิดความต้องการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
4.กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าต่อเนื่อง เฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ไหลเข้าสุทธิสูงถึง 47,000 ล้านบาท ส่งผลให้ YTD ยอดซื้อสุทธิราว 74,000 ล้านบาท หากอิงสถิติในอดีต ช่วงวัฏจักรภาคการผลิตโลกฟื้นตัวเช่นปัจจุบัน การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติจะนานประมาณ 10–12 เดือน มูลค่าเฉลี่ยประมาณ 160,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเข้ามาแล้วประมาณ 74,000 ล้านบาท ทำให้ตลาดหุ้นยังมี Upside จากเงินทุนไหลเข้าเพิ่มเติม
5.ปัจจัยหนุนสำคัญจากความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) และแนวทางการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อเร่งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาด รองรับการเติบโตของ Data Center โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC จะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า
6.แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ราว 3.75% ในปีนี้ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ยืนสูงจะสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกต่อกลุ่มหุ้นปันผลสูง (Defensive Yield) เช่น กลุ่มธนาคารและสื่อสาร
นายพิริยพล กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนใน 5 เดือนหลังนี้ แนะนำจัดพอร์ตแบบ Barbell Strategy เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนในหุ้นเติบโตสูงและการปกป้องเงินทุนด้วยหุ้นปันผลสูง โดยแบ่งออกเป็น 5 ธีมหลัก ได้แก่ 1.ธีม Long-term Growth ได้แก่ กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้า ของ Data Center และแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP) และ Direct PPA หุ้นแนะนำ GULF, WHAUP และ GUNKUL
2.ธีม Defensive & Yield Play ได้แก่ หุ้นปันผลสูง เพื่อกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นธนาคาร ได้แรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจ บริหารความมั่งคั่งที่เติบโตดี หุ้นแนะนำ KTB
3.ธีม Normalization & Stimulus กลุ่มที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในประเทศ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก ไอที ห้างสรรพสินค้า การท่องเที่ยวฟื้นตัว โดยเฉพาะจากจีน และอินเดีย จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว รวมถึงกลุ่มเครื่องดื่ม หุ้นแนะนำ COM7, CRC, ERW และ CBG
4.ธีม Event Play เน้น Super El Niño รับภัยแล้งและอากาศร้อนจัดในช่วงปลายปี ส่งผลให้ราคาเนื้อสัตว์มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่แพงขึ้น และอากาศร้อนอาจหนุนความต้องการเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น หุ้นแนะนำ CPF, BTG และ ICHI
5.ธีม Geopolitical & Inflation Hedge กลุ่มป้องกันความเสี่ยงสงครามและภาวะเงินเฟ้อ ได้แก่ หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีต้นน้ำ ช่วยจำกัดความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ทรงตัวสูง หุ้นแนะนำ PTT, PTTGC
นายพิริยพล กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลัง ยังเป็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไม่น่าจะขยายตัวเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ อาจสร้างความผันผวนต่อราคาโภคภัณฑ์ กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง แม้หนี้ครัวเรือนปรับลดลงมาจากระดับสูงสุดสู่ระดับประมาณ 86% ของจีดีพี แต่ยังถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดดันการบริโภค ประกอบกับต้นทุนพลังงานและดีเซลที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง จะกดดันกำลังซื้อของกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม
นายพิริยพล กล่าวว่า กลุ่มที่แนะนำเลี่ยงการลงทุน ได้แก่ 1.หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวสูงต่อกำลังซื้อในประเทศยังเปราะบางและกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างจำกัด จากภาวะหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และ 2.กลุ่มบริหารสินทรัพย์ (AMC) อาทิ BAM จากความท้าทายในการเก็บหนี้เงินสด (Cash Collection)
สำหรับกลุ่มเทคโนโลยี ยังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมาก (Bullish) แม้ราคาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะมีการปรับฐานในระยะสั้นจากความตึงตัวของการเก็งกำไร และการใช้ Leverage สูงเกินไปในอดีต แต่ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน กำไรของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งกว่าคาด
ในการประเมิน มูลค่าหุ้น (Valuation) ของกลุ่มเทคฯในปัจจุบัน ไม่ควรดูเพียงค่า P/E Ratio เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเทคโนโลยี AI และ Cloud ถือเป็น S-Curve ใหม่ที่มีวัฏจักรการลงทุนยาวนานถึง 10 ปี โดยระยะแรกจะเป็นช่วงการลงทุนใน Infrastructure Tech ก่อนจะขยายไปสู่ระดับแอพพลิเคชันและผู้บริโภค หลังจากนั้นจะเป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ระยะยาว
“หุ้นเทคโนโลยีโลกในช่วงนี้ ปรับฐานลงมาราว 10% ใกล้เข้าสู่ช่วงสร้างฐาน แนะนำสะสมกลุ่ม Quality Growth ที่มีผลกำไรและมูลค่ารองรับชัดเจน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีไทยซึ่งเน้นการอิงธีมในอนาคต แนะนำเพียงซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้น”นายพิริยพล กล่าว
ด้านนายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การจัดพอร์ตการลงทุนใน 5 เดือนหลัง แนะนำหุ้นสัดส่วน 74% ตราสารหนี้ 22% และสินทรัพย์ทางเลือก+ทองคำ 4% โดยมองตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าสนใจที่สุด และมีผลประกอบการเติบโตดี แนะนำลงทุนหุ้นสหรัฐฯ สัดส่วน 43% หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ 5% ญี่ปุ่น 3% รวมถึงการเริ่มทยอยสะสมหุ้นในตลาดหุ้นอินเดีย 6% เกาหลีใต้ 5% หุ้นเทคโนโลยีจีน 8%
นายชัยพร กล่าวว่า บล.บัวหลวง ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ด้วยการต่อยอดจากธุรกิจหลักที่เป็นโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้น ไปสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุน (Wealth Advisor) และผู้ส่งมอบโซลูชันการลงทุน (Investment Solution) อย่างครบวงจรเพิ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหา Pain Point ของนักลงทุนที่ไม่รู้วิธีการปรับพอร์ตหรือสลับสับเปลี่ยนสินทรัพย์ ด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เข้าถึงง่ายและช่วยกระจายความเสี่ยง ประกอบด้วย
ด้านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่อิงหุ้นรายตัว ได้กลายเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถกระจายพอร์ตไปยังต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีแผนออก DR ใหม่ๆ ต่อเนื่องและคาดว่าปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 50%
ด้าน DR Global Index ทางเลือกในการสร้างพอร์ตโฟลิโอเบื้องต้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง แต่ยังไม่พร้อมรับความเสี่ยงหุ้นรายตัว โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก ช่วงที่ผ่านมา DR ของบริษัททำสถิติยอดการเติบโตสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่องทุกเดือน เป็นหนึ่งโปรดักส์การลงทุนที่สร้างรายได้ให้บริษัท
ด้าน Structured Notes หรือ หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง มีการเติบโตที่ดีเช่นกัน สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนในภาวะตลาดผันผวนได้ดี สร้างยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนทำ New High ทะลุสถิติปี 2567 เป็นที่เรียบร้อย
ด้าน Auto Top Fund แพ็คเกจการลงทุนอัตโนมัติในกองทุนรวมแบบ Asset Mix ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างสูงจากนักลงทุน
นายชัยพร กล่าวว่า เตรียมผลักดัน Block Trade บริการเครื่องมือสร้าง leverage ที่คาดว่าจะกลับมาเติบโตเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้อย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งในช่วงตลาดเป็นขาขึ้น ซึ่งข้อดีของ Block Trade ช่วยให้นักลงทุนที่มีการเทรดตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป สร้างอัตราคูณผลตอบแทน (Leverage) ได้สูงโดยใช้วางเงินวางหลักประกันเพียง 10–15% ของมูลค่าหุ้น เมื่อเทียบกับ บัญชี Margin ที่ต้องใช้วางเงินประกันราว 50% เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำรอบการซื้อขาย (Turnover) ได้เร็วในสภาวะตลาดหุ้นขาขึ้น
“เป้าหมายของ บล.บัวหลวง ไม่ใช่เพียงการเสนอบริการซื้อขายหลักทรัพย์ แต่คือการสร้าง Ecosystem การลงทุนที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้าง Wealth ได้จริงอย่างยั่งยืน ผ่านผลิตภัณฑ์และคำแนะนำที่ตรงกับระดับความเสี่ยงของแต่ละคน” นายชัยพร กล่าว

