หน้าแรก เศรษฐกิจ เครื่องยนต์เศ...

เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่!! ‘วราวุธ’กางโรดแมปปฏิรูปอุตฯไทย

13.08.26 | 12:35 น.

เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่!! ‘วราวุธ’กางโรดแมปปฏิรูปอุตฯไทย


“โลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน (Perfect Storm) ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี จนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly Crisis) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่า 65% ของ GDP จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับกติกาการค้าโลกใหม่”…

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุถึงทิศทางการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทยนับจากนี้

รัฐมนตรีวราวุธยังให้มุมมองว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีความมั่นคงในภูมิภาค และสามารถต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Strategic Safe Haven) ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ อีวี และแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

รัฐมนตรีวราวุธยังระบุถึงข้อเสนอขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยว่า มีข้อเสนอ 3 แนวทาง ได้แก่ “รู้เขา รู้เรา” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน “พี่ช่วยน้อง” ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และ “คน” ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาแรงงานด้วย AI การอัพสกิลและรีสกิล

พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันนโยบายในช่วง 90 วันแรก ทั้งการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ส่งเสริมการลงทุนระบบอัตโนมัติกว่า 1,000 โครงการ สนับสนุนสินเชื่อผ่าน SME D Bank กว่า 20,000 ล้านบาท ยกระดับผู้ประกอบการด้วย AI ผลิตช่างเทคนิคอีวี และลดระยะเวลาการอนุญาตตั้งโรงงานเหลือต่ำกว่า 30 วัน

ด้านการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงใช้ AI ตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย ปิดร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายกว่า 8,000 URL พร้อมยกระดับมาตรฐานโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และปราบปรามโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดการเผาอ้อยเหลือ 3.8% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 13.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ยกระดับโรงงานสีเขียวกว่า 58,558 โรงงาน และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

ทั้งนี้ หลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และ
ธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึง BCG Economy หรือโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก กระทรวงจึงเร่งสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ควบคู่กับการผลักดัน AI และ Industry 4.0 เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรมมูลค่าสูง

“เป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความผันผวนของโลก แต่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข่งขันได้ เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Act Fast, Do Right : การเร่งขับเคลื่อนนโยบายอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการดำเนินการที่ถูกทิศทางและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน” รัฐมนตรีวราวุธเน้นย้ำ

โดยกรอบงานของรัฐมนตรีวราวุธ ยังสอดรับกับกรอบการขับเคลื่อน “การลงทุนใหม่ของประเทศ” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งรัฐบาลวาง 5 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการลงทุนและเศรษฐกิจแห่งอนาคต

ยุทธศาสตร์แรก คือ ศูนย์กลางการเปลี่ยนผ่านการลงทุนและอุตสาหกรรม (Investment and Industry Transformation Hub) มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ เร่งรัดการลงทุนผ่านกลไกไทยแลนด์ ฟาสต์พาส (Thailand FastPass) เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาต พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่รองรับการลงทุน รวมถึงยกระดับทักษะแรงงานผ่านโครงการสกิล บริดจ์ (Skill Bridge) และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต ควบคู่กับการผลักดัน
ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ และใช้เครื่องมือด้านการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ มาตรการภาษี และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI & Digital Hub) มุ่งผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์ ผ่านการดึงดูดการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิป โดยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกลุ่มนี้ให้ได้ 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็นร้อยละ 5 ของจีดีพี พร้อมพัฒนาระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้จริงในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการรูปแบบใหม่

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ศูนย์กลางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Hub) มุ่งเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า และระบบขนส่งสีเขียว พร้อมพัฒนาระบบบัญชีก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ศูนย์กลางบริการทางการเงิน (Financial Hub) มุ่งใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต โดยพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ครอบคลุมการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมยกระดับบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม บริษัทเริ่มต้น และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเติบโตสู่ระดับโลก ให้สามารถระดมทุนและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 5 ศูนย์กลางการลงทุนด้านการแพทย์ (Medical Investment Hub) มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์ครบวงจร ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานการแพทย์ระดับโลก และผลักดันการเพิ่มสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนวัตกรรมด้านสุขภาพภายในประเทศ เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฐานผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรมคือหนึ่งในกระทรวงกลไกหลักที่จะร่วมขับเคลื่อนนับจากนี้!!