ความเชื่อมั่นหอการค้าต่ำสุดรอบ 35 เดือน แม้ได้ไทยช่วยไทยพยุง บี้รัฐอัดทุนเทาทุบธุรกิจไทย
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สรุปผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ยังมีค่าต่ำสุดในรอบ 35 เดือน ยกเว้นภาคเหนือและภาคใต้ที่ปรับตัวดีขึ้นเพียง 0.1 จุดเท่านั้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ อยู่ในช่วงต่ำสุดรอบ 3 ปี หรือ 35 เดือน โดยสาเหตุมาจากกำลังซื้อเปราะบาง อำนาจซื้อของประชาชนในพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่สูง มีกำลังซื้อที่ต่ำ โยงไปถึงหนี้ครัวเรือนที่ประชาชนมีเยอะ จึงไม่สามารถซื้อของได้มากนัก โดยรายได้ที่ไม่สูงเกิดจากการทำงานที่น้อยลง ภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ดี การท่องเที่ยวไม่โดดเด่น ภาคการเกษตรไม่ได้ดีมากนักแม้สินค้าเกษตรจะทยอยปรับดีขึ้น แต่ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยวที่มีผลผลิตอยู่ในมือ จึงไม่สามารถทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดโดดเด่นขึ้นมาได้ สวนทางกับต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 369 ตัวอย่างในดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ปัจจัยลบยังเป็นความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านแม้มีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราว แต่ความเสี่ยงในการปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังคงกดดันให้ราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ผันผวน สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย – กัมพูชา สถานการณ์เศรษฐกิจและปัญหาค่าครองชีพที่ยังสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับรายได้ในปัจจุบัน ส่วนปัจจัยบวกเป็นการดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอขงภาครัฐ การส่งออกบวก 20.75% หุ้นไทยบวก 32.40 จุด ราคาในประเทศเริ่มน้ำมันปรับลดลง รวมถึงสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะบวกที่ 2.5% สอดคล้องกับหอการค้าที่มองว่าจะโต 2-2.5%
“การสำรวจความเชื่อมั่นปัจจุบันและอนาคตในอีก 6 เดือนข้างหน้า มองว่าจะแย่ลงในทุกรายการ ยกเว้นภาคบริการเท่านั้น แต่ทุกเซกเตอร์ทั้งการบริโภค การลงทุน การท่องเที่ยว เกษตร อุตสาหกรรม การค้าและค้าชายแดน มองว่าแย่ลงทั้งหมดในอีก 6 เดือนข้างหน้า สะท้อนถุงมุมมองของผู้ประกอบการที่มองว่าเศรษฐกิจปัจจุบันถึงอนาคตยังไม่ได้ดีขึ้นแน่ๆ จนถึงปลายปี 2569 นี้ แต่ยังคาดหวังว่าจะดีขึ้น โดยคาดหวังว่าความเชื่อมั่นจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอย่างโดดเด่นในไตรมาสที่ 4 จากแรงส่งของการเบิกจ่ายงบประมาณปลายปี การลงทุนใหม่ และฤดูกาลท่องเที่ยวที่คึกคัก” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เสนอต่อรัฐบาลคือ บริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุน ความผันผวน แก้ปัญหาปัจจัยกดดันด้านต้นทุนและกำลังซื้อที่เปราะบางให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือให้ความรู้และการเข้าถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ยกระดับศักยภาพและการรับมือความเสี่ยงภาคการเกษตรเกี่ยวกับสภาพอากาศ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงรุก รวมถึงการคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากทุนต่างชาติเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดจากสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร ซึ่งต้องบอกว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกๆ ที่มีการพูดถึงทุนต่างชาติที่เข้ามากระทบธุรกิจไทยอย่างจริงจัง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 5 เดือน สาเหตุหลักๆ มาจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ทำให้ผู้บริโภคมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นเดือนละ 1,000 บาท เป็นการดูแลต้นทุนค่าครองชีพ รวมถึงเริ่มคลายความกังวลภาวะสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง และราคาพืชผลทางการเกษตรหลักปรับตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวกและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในประชน ซึ่งส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเป็นผลดีต่อค่าครองชีพของประชาชน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้นมาที่ระดับ 45.3 เทียบจากเดือนมิถุนายน ที่อยู่ 44.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม บวกที่ 49.8 จากเดิม 48.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต บวกที่ 60.5 จากเดิม 59.3 แต่การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจกับความไม่แน่นอนที่มีอยู่ โดยเฉพาะปัจจัยลบอย่างการที่ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า มีปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงยังรู้สึกว่ารายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น

