ศุภจี ปลุก ปอช. ฟื้นในรอบ 4 ปี ชู 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ใช้ MiT สร้างแต้มต่อสินค้าไทย
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ตนได้กำชับให้เร่งสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจจากฐานภายในประเทศ ควบคู่การรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก พร้อมผลักดันสินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศเข้าสู่ตลาดมากขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ 3 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ โดยจะใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นกลไกสร้างอุปสงค์และเปิดตลาดให้สินค้าไทย รวมถึงส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เพื่อเชื่อมโยงกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว แนวคิด BCG และ ESG
“ภาครัฐจะเป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่ช่วยสร้างดีมานด์ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งจะต่อยอดไปสู่ตลาดภาคเอกชนและการลงทุนใหม่ สร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าที่ผลิตในประเทศ พร้อมสร้างรายได้ การจ้างงาน และโอกาสทางธุรกิจ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเชื่อมการวิจัย การผลิต การตลาด และการลงทุน เพื่อสร้างฐานผู้ประกอบการไทยให้เข้มแข็งและแข่งขันได้” นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ (ปอช.) ซึ่งกลับมาประชุมอีกครั้งหลังไม่ได้หารือร่วมกันประมาณ 4 ปี ได้มีการปรับยุทธศาสตร์ให้สอดรับกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการหาอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ให้กับประเทศ โดยหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนคือการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Made in Thailand (MiT) ให้ได้รับแต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะใน 3 อุตสาหกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ การให้แต้มต่อสินค้าไทยยังต้องอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมมอบหมายให้คณะทำงานจัดทำรายละเอียดการคำนวณสัดส่วนชิ้นส่วนและวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ให้มีความชัดเจน

นางศุภจี กล่าวว่า การพัฒนาฐานการผลิตจะใช้กลไก Good Manufacturing of Thailand for SMEs หรือ GMT SMEs ซึ่งดำเนินการโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เพื่อยกระดับเอสเอ็มอีทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต มาตรฐาน เทคโนโลยี และสัดส่วนวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศ พร้อมเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานและผู้ซื้อรายใหญ่ ควบคู่กับมาตรฐาน MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งรับรองว่าสินค้ามีการผลิตจริงในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน โดยนำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์ในการพัฒนาเอสเอ็มอี เพื่อให้ GMT SMEs และ MiT ช่วยสร้างโอกาส ขยายตลาด และทำให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี กล่าวว่า ที่ประชุมยังหารือการสนับสนุนการใช้พลังงานชีวภาพ ทั้งไบโอดีเซลและเอทานอล โดยประสานกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง เพื่อทบทวนระเบียบและภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสม โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง และสร้างความสมดุลของกลไกตลาด โดยเฉพาะภาคยานยนต์ที่ต้องรองรับการใช้พลังงานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ทบทวนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เนื่องจากฐานการคำนวณเดิมที่ใช้ปี 2564 อาจไม่สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมีทั้งอุตสาหกรรมเดิมที่ลดบทบาทหรือหายไปจากตลาด แต่ยังอยู่ในฐานคำนวณ ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วยังไม่ได้ถูกนำมารวม
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก หากปรับฐานการคำนวณเป็นปี 2567 จะช่วยสะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมปัจจุบันและทำให้ภาพอัตราการใช้กำลังการผลิตของประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น พร้อมเตรียมให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มเติม
ด้านการปฏิรูปกฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องประมาณ 5-6 ฉบับ ต่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อาทิ พ.ร.บ.โรงงาน และกฎหมายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ระหว่างการทบทวนรายละเอียด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และมาตรฐานในอนาคต นอกจากนี้ มีแนวคิดจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยอยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อประชาชน

