ความเชื่อมั่นหอค้า ก.ค.ต่ำสุดรอบ 3 ปี ธุรกิจต้นทุนพุ่ง-สินค้าต่างชาติทุ่มตลาด เอกนิติกาง 4 วิกฤตโลกแนะไทยปรับศก.แตกขั้ว กบง.อุ้มดีเซล31วันรีดโรงกลั่น 4.4 พันล.
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยยังมีค่าต่ำสุดในรอบ 35 เดือน ยกเว้นภาคเหนือและภาคใต้ที่ปรับตัวดีขึ้นเพียง 0.1 จุดเท่านั้น สาเหตุมาจากกำลังซื้อเปราะบาง อำนาจซื้อของประชาชนในพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่สูง มีกำลังซื้อที่ต่ำ โยงไปถึงหนี้ครัวเรือนที่ประชาชนมีเยอะ จึงไม่สามารถซื้อของได้มากนัก รายได้ที่ไม่สูงเกิดจากการทำงานที่น้อยลง ภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ดี การท่องเที่ยวไม่โดดเด่น ภาคการเกษตรไม่ได้ดีมากนักแม้สินค้าเกษตรจะทยอยปรับดีขึ้น แต่ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยวที่มีผลผลิตอยู่ในมือ จึงไม่สามารถทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดโดดเด่นขึ้นมาได้ สวนทางกับต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 369 ตัวอย่างในดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ปัจจัยลบยังเป็นความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านแม้มีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราว แต่ความเสี่ยงในการปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังคงกดดันให้ราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ผันผวน สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย – กัมพูชา สถานการณ์เศรษฐกิจและปัญหาค่าครองชีพที่ยังสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับรายได้ในปัจจุบัน ส่วนปัจจัยบวกเป็นการดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอขงภาครัฐ การส่งออกบวก 20.75% หุ้นไทยบวก 32.40 จุด ราคาในประเทศเริ่มน้ำมันปรับลดลง รวมถึงสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะบวกที่ 2.5% สอดคล้องกับหอการค้าที่มองว่าจะโต 2-2.5% และการสำรวจความเชื่อมั่นปัจจุบันและอนาคตในอีก 6 เดือนข้างหน้า มองว่าจะแย่ลงในทุกรายการ ยกเว้นภาคบริการเท่านั้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เสนอต่อรัฐบาลคือ บริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุน ความผันผวน แก้ปัญหาปัจจัยกดดันด้านต้นทุนและกำลังซื้อที่เปราะบางให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือให้ความรู้และการเข้าถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ยกระดับศักยภาพและการรับมือความเสี่ยงภาคการเกษตรเกี่ยวกับสภาพอากาศ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงรุก รวมถึงการคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากทุนต่างชาติเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดจากสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร ซึ่งต้องบอกว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกๆ ที่มีการพูดถึงทุนต่างชาติที่เข้ามากระทบธุรกิจไทยอย่างจริงจัง ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 5 เดือน สาเหตุหลักๆ มาจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยยุคเปลี่ยนผ่านกับความท้าทายใหม่ของกระบวนการยุติธรรม” ว่า บริบทเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายใหญ่ 4 ประการ ได้แก่ 1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โลกเกิดการแตกขั้วอย่างชัดเจน เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้หลายประเทศถูกบีบให้เลือกข้างในการเจรจาการค้า อย่างกรณีที่ไทยโดนภาษีสหรัฐฯ 12.5% จากเรื่องการใช้แรงงานบังคับ 2. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปรียบเสมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่างรวดเร็ว 3.สิ่งแวดล้อม ที่ปัจจุบันถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้าและการลงทุน รวมถึงวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามที่อาจทำให้ยุคน้ำมันราคาถูกอาจไม่กลับมาอีก และ 4. ปัญหาแรงงานจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและมีอัตราการเกิดติดลบ ทำให้กำลังแรงงานลดลง
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่า กบง. มีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 2.40 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องอีก 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่า 4,475 ล้านบาท โดยเป็นการดำเนินการ ครั้งที่ 6 ส่งผลให้สามารถนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน รวมประมาณ 17,422 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในช่วงเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน จากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นและอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในบางภูมิภาค ขณะที่สถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดนำมาสะท้อนในราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ค่าการกลั่นยังคงมีความผันผวน จากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบจนได้มาซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย ในช่วงวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นประมาณ 9,735 ล้านบาท โดยได้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจำนวนประมาณ 2,815 ล้านบาท ไปใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้มีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท

