ซีพี ขับเคลื่อน CPIC สู่ Global Learning & Innovation Platform เปิดหลักสูตร AI Business Accelerator รุ่น 1ยศชนัน–ธนินท์ ถ่ายทอดบทเรียนแรก
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ห้องแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 3 ทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่ง West บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด จัดพิธีเปิดหลักสูตร CP-CoEX AI Business Accelerator รุ่นที่ 1 หลักสูตรที่มุ่งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานในพิธีเปิดและร่วมถ่ายทอดบทเรียนแก่ผู้เข้าอบรม
โดยเมื่อเวลาประมาณ 12.40 น. นายยศชนัน เปิดบทเรียน AI 001: “AI Unleash – From Policy to Action (National AI Policy)” ถ่ายทอดภาพใหญ่จากนโยบาย AI สู่การขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจใหม่

ขณะที่นายธนินท์ ถ่ายทอดบทเรียน LD 001: “Future Ready Leader (AI Leadership Development)” นำประสบการณ์และวิสัยทัศน์ด้านการสร้างคนและการนำองค์กรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงมาถ่ายทอดแก่ผู้เรียน
นายธนินท์ กล่าวว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเครือซีพีที่ทำธุรกิจตั้งแต่การแสดง อุตสาหกรรม บริการโทรศัพท์ โทรทัศน์ ซึ่ง AI จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกส่วน
ปัจจุบัน AI เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และยิ่งพัฒนาก็ยิ่งฉลาดขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า AI เกิดจากมนุษย์เป็นผู้คิดและสร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์ใช้งาน อย่างไรก็ตาม เมื่อ AI ได้รับข้อมูลจำนวนมาก บางครั้งสามารถตอบสนองหรือให้ข้อมูลได้เหนือกว่าที่ผู้สร้างคาดคิดไว้ จึงอาจเป็นไปได้ว่าในอนาคต AI จะสามารถคิดหรือทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากกรอบที่มนุษย์คาดการณ์ไว้
“ผมคิดว่ามนุษย์ยังเก่งกว่า เพราะมนุษย์มีวิญญาณ ข้อเสียคืออายุสั้น แต่AIอายุยาว มนุษย์เสียไปกี่ชั่วคน แต่AIยังอยู่ แต่ผมคิดอีกทีหนึ่งว่าไม่เป็นไร มนุษย์เกิดใหม่ก็ต่อยอด AI ได้ ถึงสุดท้าย AI คือคนสร้างเพื่อให้คนใช้ และต้องใช้ให้เป็น เพราะฉะนั้นจากนี้ไปเครือเจริญโภคภัณฑ์ จะเปลี่ยนแปลง ไม่ให้AIทิ้งอยู่ข้างหลัง ก็ต้องสร้างคน ในครือซีพีให้เข้าใจใช้AI” นายธนินท์ กล่าว

นายธนินท์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคำถามว่า AI จะทำให้คนตกงานหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะทำให้คนตกงานทั้งหมด แต่จะทำให้เกิดเจ้าของธุรกิจจำนวนมากขึ้น เพราะ AI สามารถช่วยจัดการงานด้านต่างๆ ทั้งกฎหมาย บัญชี และการบริหารจัดการ ทำให้คนเพียงคนเดียวสามารถตั้งบริษัทและดำเนินธุรกิจได้
“เอไอจะทำให้เถ้าแก่เจ้าของบริษัทเต็มบ้านเต็มเมือง คนหนึ่งต้องตั้งบริษัทได้ ทั้งกฎหมาย ทั้งบัญชี เอไอก็พร้อม การเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกอาจสร้างแรงสั่นสะเทือน แต่ในระยะยาวจะสร้างงานจำนวนมาก แต่ในฐานะผู้ผลิต สิ่งสำคัญคือการผลิตยังคงเป็นหัวใจของธุรกิจ เพราะสินค้าที่จับต้องได้ยังต้องผ่านกระบวนการผลิต และผู้ผลิตต้องเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” นายธนินท์ กล่าว
นายธนินท์ กล่าวต่อไปว่า จากเดิมที่พูดถึง ‘นาทีทอง’ หรือ ‘วินาทีทอง’ วันนี้กลายเป็น ‘เสี้ยววินาทีทอง’ ความรู้และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สินค้าที่ล้าสมัยถูกทดแทนเร็วขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตต้องก้าวให้ทัน ใช้ AI หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน
นายธนินท์ กล่าวอีกว่า สินค้าที่จับต้องได้ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เรือ หรือเรือบิน โดย AI จะเข้ามาช่วยให้การขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งสินค้าได้เร็วขึ้น และใช้เส้นทางที่สั้นลง เพราะในอนาคตผู้บริโภคจะยิ่งต้องการความรวดเร็วมากขึ้น

“ความเร็วเป็นเรื่องผู้ชนะสุดท้าย ทำอะไรต้องเร็วและมีคุณภาพ ไม่ใช่ผมทำช้า เพราะผมต้องการคุณภาพที่ดี เลยทำช้าไม่เป็นไร ฉะนั้นผมคิดว่ามนุษย์อย่างไร ก็ต่อยอดจาก เอไอ เอไอ ยิ่งเก่งเท่าไหร่ มนุษย์ก็ต่อยอดจากเอไอ ที่เก่งขึ้น และใช้ เอไอ หลาย ๆ ตัวมาเปรียบเทียบ ฉะนั้นเครือเจริญโภคภัณฑ์ ต้องสร้างคน ทุกระดับให้รู้จักใช้ เอไอ” นายธนินท์ กล่าว
นายธนินท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่มีหลายบริษัทเข้ามาร่วมสร้างหลักสูตรและพัฒนาคนให้เข้าใจ AI ถือเป็นสิ่งที่เครือเจิรญโภคภัณฑ์ต้องการอย่างยิ่ง โดยต้องการสร้างตั้งแต่ระดับพนักงาน ให้ทุกคนทุกระดับเข้าสู่ยุค AI หวังว่าความสำเร็จจาก 7 บริษัทที่เข้าร่วมในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของหลักสูตร และเชื่อว่ายิ่งมีการสะสมความรู้มากขึ้น AI ก็จะยิ่งฉลาดและเก่งขึ้น ทำให้ต้องเรียนรู้ว่าแต่ละบริษัทต้องการอะไร ต้องสร้างคนแบบไหน และหลักสูตรควรเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสอดคล้องกับการยกระดับ ‘ศูนย์นวัตกรรมความเป็นเลิศซีพี’ หรือ CP Innovation Center of Excellence (CPIC) ให้มีบทบาทเป็นแพลตฟอร์มด้านนวัตกรรม การเรียนรู้ และการสร้างขีดความสามารถแห่งอนาคต ผ่าน CP-CoEX (Center of Excellence × Exponential) ซึ่งมุ่งพัฒนาเป็น Global Learning & Innovation Platform เชื่อมโยงองค์ความรู้ระดับโลก เทคโนโลยี ผู้นำธุรกิจ มหาวิทยาลัย และโจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาคนให้สามารถนำ AI ไปสร้างนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ด้าน ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ก่อนเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถสร้าง ‘คน’ ที่เข้าใจเทคโนโลยี มองเห็นโอกาส และเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นนวัตกรรมและคุณค่าทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่า
“โจทย์ของเราไม่ใช่เพียงว่าจะสอนเทคโนโลยีอะไร แต่คือโลกและธุรกิจในอนาคตต้องการคนแบบไหน และเราจะสร้างระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมคน องค์ความรู้ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัย และโจทย์ธุรกิจจริงเข้าด้วยกันอย่างไร เพื่อให้การสร้างคนและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นไปพร้อมกัน” ดร.ธีระพล กล่าว

ทั้งนี้ หลักสูตรมีผู้เข้าอบรมรวม 60 คน จาก 11 บริษัท ได้แก่ CPF, CP ALL, CP Axtra, True, Huawei, Tencent, AWS, KAO, Schneider Electric, Mitsubishi Electric และ SCG ซึ่งเข้ามาอยู่ใน Learning Ecosystem เดียวกัน เพื่อร่วมพัฒนา 7 Real Business AI Projects จากโจทย์ธุรกิจจริง โดยใช้เวลาเรียนทั้งหมด 12 สัปดาห์ รวม 96 ชั่วโมง
สำหรับการเรียนในวันแรกยังต่อยอดจากระดับนโยบายและ Leadership ไปสู่ Global AI Ecosystem ผ่าน AI 002: ‘Leading in the Age of AI’ โดยผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ น.ส.ป่านแก้ว สีหาวงษ์ Thailand Enterprise Country Lead จากบริษัท NVIDIA, นายอโณทัย เวทยากร Managing Director จาก IBM, น.ส.ปฐมา จันทรักษ์ Country Managing Director จาก Accenture และศาสตราจารย์ Xiaojun Zhang Chief Officer of Education จาก Xi’an Jiaotong-Liverpool University (XJTLU)





