สุรพงษ์ หนุนรัฐลุย ‘โซลาร์รูฟ-รถEV-ลดภาษีรถยนต์’ ย้ำต้องใช้ชิ้นส่วนไทย หวังฟื้นอุตฯยานยนต์
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมสนับสนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด โดยใช้งบ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาทหลังนั้นว่า ตนเห็นด้วยแต่รัฐควรให้ความสำคัญกับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาทักษะความรู้ให้คนไทย ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานสะอาด เนื่องจากประเทศไทยมีแสงแดดเกือบตลอดทั้งปี โดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่มีราคาสูงและมีความเสี่ยงด้านการขาดแคลน
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่รัฐบาลมีแนวทางเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมุ่งเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้านั้น ตนเห็นด้วยกับการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นอีวีเช่นเดียวกัน แต่ควรเป็นรถที่ผลิตในประเทศเช่นเดียวกัน เพื่อสร้างงานและรายได้ให้คนไทย รวมถึงสร้างฐานภาษีให้รัฐบาลนำไปพัฒนาประเทศและลงทุนในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตและเพิ่มแรงจูงใจในการดึงดูดการลงทุนจากทั้งต่างประเทศและในประเทศ เพราะหากเศรษฐกิจไทยเติบโตและประชาชนมีกำลังซื้อสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน นักลงทุนต่างชาติย่อมมีแรงจูงใจเข้ามาลงทุน เนื่องจากสามารถผลิตสินค้าและมีตลาดรองรับในประเทศได้
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่รัฐบาลเตรียมปรับลดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกประเภท ตนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ โดยควรพิจารณาจากสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศเป็นสำคัญ เนื่องจากจะช่วยสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งระบบ ทั้งนี้ รถกระบะที่ผลิตในประเทศทุกคันสามารถใช้น้ำมันไบโอดีเซลล์ B20 และมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงถึง 90% แต่ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ผลิตรถกระบะ และผู้จำหน่าย ต่างได้รับผลกระทบจากยอดผลิตและยอดขายที่ลดลงอย่างมาก
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ยอดขายรถกระบะลดลงเหลือเพียงประมาณ 10,000 คันต่อเดือน จากเดิมที่เคยขายได้ถึง 30,000 คันต่อเดือน เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะต่อเนื่องมานาน 3 ปี ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมรถกระบะไทย และอาจกระทบต่อการรักษาฐานการผลิตรถกระบะเพื่อการส่งออก ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนมากกว่า 62% ของยอดการส่งออก จึงขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นให้สถาบันการเงินเพิ่มการอนุมัติสินเชื่อสำหรับการซื้อรถกระบะ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่เคยเสนอไว้เมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อช่วยฟื้นตลาดรถกระบะและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

