หน้าแรก เศรษฐกิจ ศุภจี หัวโต๊ะ...

ศุภจี หัวโต๊ะถก ท.ท.ช.นัดแรก สุรศักดิ์ อัพค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท ลุยไทยเที่ยวไทย ต.ค.นี้

14.08.26 | 17:02 น.

ศุภจี นั่งหัวโต๊ะถก ท.ท.ช.นัดแรกของปี สุรศักดิ์ อัพค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท ลุยไทยเที่ยวไทย ต.ค.นี้


เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 1/2569 ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผลการหารือได้วางกรอบขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยเป็นการเปลี่ยนแนวคิดจากการท่องเที่ยวแบบเดิมสู่การเป็น Visitor Economy ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวทั้งระบบ อาทิ ความสะดวก ความปลอดภัย ตั้งแต่ก่อนเดินทางเข้าประเทศจนถึงเดินทางกลับ เพื่อสร้างความประทับใจและดึงดูดการกลับมาเที่ยวซ้ำ เน้นการสร้างคุณค่ามากกว่าการเร่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน และวางระบบการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

นางศุภจี กล่าวว่า พร้อมกันได้หารือถึงการยกระดับมาตรฐานที่พักและผลักดันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยจะนำที่พักนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น เป็นการปรับปรุงมาตรฐานโฮมสเตย์ (Homestay) และที่พักในรูปแบบใหม่ๆ เกณฑ์มาตรฐานใหม่จะขยายนิยามที่พักชุมชนเป็นไม่เกิน 8 ห้อง รองรับแขกได้ไม่เกิน 30 คน และครอบคลุมไปถึงการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น อาทิ แคมปิ้ง (Camping) รถบ้าน และกิจกรรมทางน้ำ เดินหน้าพื้นที่ต้นแบบความยั่งยืน เร่งพัฒนา 4 พื้นที่พิเศษ ได้แก่ หมู่เกาะช้าง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และคุ้มบางกะเจ้า รวมถึงพื้นที่มรดกโลกอย่างสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร เพื่อใช้ทุนทางวัฒนธรรมต่อยอดสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลเน้นย้ำถึงการทำงานแบบบูรณาการผ่านกลไก คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ในการขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้โดยไม่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว

Advertisement

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า วาระสำคัญที่ได้พิจารณาในการประชุม ได้แก่ ร่างหลักการและร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค้าเหยียบแผ่นดิน เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเบื้องต้นมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจากเดิมที่เคยศึกษาไว้ เพราะมีความท้าทายจากวิกฤตพลังงานและภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้มีการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมเป็น 450 บาทต่อคน จากเดิม 300 บาท ทั้งทางอากาศ ทางน้ำ และทางบก แต่ระยะแรกจะเริ่มดำเนินจัดเก็บทางอากาศก่อนผ่านหลายแนวทาง อาทิ เก็บพร้อมตั๋วโดยสาร พัฒนาแอพพลิเคชั่น หรือตู้คีออสในสนามบิน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและจัดทำประชาพิจารณ์จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อทำประชาพิจารณ์ที่ใช้เวลาประมาณ 30 วันแล้วเสร็จ จะนำเรื่องกลับมาเสนอเข้าที่ประชุม ท.ท.ชอีกครั้ง ก่อนสรุปรายละเอียดเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 180 วัน ไทม์ไลน์ในการเริ่มต้นจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศไทยจึงขยายออกไปจากเดิมมองว่า ปลายปี 2569 นี้ คาดจะไปเริ่มต้นช่วงต้นปี 2570 แทน โดยหากเริ่มจัดเก็บผ่านทางอากาศแล้ว จะเว้นระยะเวลาออกไปอีกประมาณ 1 ปีและเริ่มจัดเก็บทางบกและทางน้ำ ซึ่งต้องแก้ไขปัญหาความแออัดบริเวณหน้าด่านและเตรียมระบบให้พร้อมก่อน รวมถึง 2 ช่องทางนี้ยังต้องศึกษารูปแบบจ่าย 1 ครั้งเข้าไทยได้หลายรอบด้วย แต่ต้องอยู่ในระยะเวลาที่ประกันครอบคลุม เพราะวัตถุประสงค์ของการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าไทย หลักๆ คือ การทำประกันให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินในการรักษาพยาบาล และการตั้งกองทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

“รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งมั่นในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนี้ให้สำเร็จ เพื่อนำเงินมาจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นเงินนอกงบประมาณที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยตรง เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีข้อจำกัดและต้องจัดสรรไปยังหลายกระทรวง ทำให้งบประมาณด้านการท่องเที่ยวลดน้อยลงทุกปี หากไม่มีกลไกการเงินนี้มาช่วยพยุงหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การท่องเที่ยวของไทยอาจเข้าสู่จุดอิ่มตัวหรือถดถอย และไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ในระยะยาว ส่วนข้อกังวลในเรื่องการใช้เงินที่ได้จากค่าธรรมในกองทุนนี้ รัฐบาลมีนโยบายให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำงานเพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด” นายสุรศักดิ์ กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนรายละเอียดโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ จากการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เบื้องต้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้เงินกู้คงเหลือหรือใช้งบประมาณปี 2570 หากใช้เงินกู้จะสามารถเริ่มได้เร็วขึ้น แต่หากใช้งบประมาณปกติต้องรอหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป แต่ความตั้งใจของรัฐบาลคือ อยากให้โครงการเดินหน้าทันทีในวันที่ 1 ตุลาคม เพื่อความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการไทยช่วยไทย พลัสที่จะหมดลง จึงจะพยายามให้ทันภายในเดือนตุลาคมนี้ แต่ยังต้องการศึกษาระบบจากคลังก่อน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ยังคงเดิม อาทิ กำหนดสิทธิไว้ที่จำนวน 5 ล้านสิทธิ พร้อมคูปองดิจิทัล 1,000 บาท ซึ่งเปิดกว้างให้ใช้ได้กับร้านอาหารและธุรกิจภาคบริการอื่นๆ เพื่อให้เกิดการกระจายอานิสงส์เชิงบวกมากที่สุด