หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ชูยอด...

เอกนิติ ชูยอดลงทุนจริง ‘BOI’ ครึ่งปี 69 แตะ 5 แสนล้าน จ่อสร้างงานคนไทย 6 แสนอัตรา

14.08.26 | 19:14 น.

เอกนิติ ชูยอดลงทุนจริง ‘BOI’ ครึ่งปี 69 แตะ 5 แสนล้าน จ่อสร้างงานคนไทย 6 แสนอัตรา

 


เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาพใหญ่และทิศทางการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยมีเม็ดเงินจากการลงทุนจริงสูงถึงประมาณ 250,000 ล้านบาท เติบโต 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ยอดลงทุนจริงในครึ่งปี 2569 แตะระดับ 500,000 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จจากการดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบ Investment-Led Growth ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“การลงทุนส่วนนี้จะเข้ามาพยุงเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ซึ่งเราถูกกระทบด้วยสงครามตะวันออกกลาง โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาไม่ทัน แต่ได้การลงทุนภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยปลดล็อกผ่าน BOI Fast Pass ก่อนที่จะขยับสู่ Thailand Fast Pass ในปัจจุบัน” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาไส้ในของการลงทุนจะเห็นว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตโดดเด่นคือ Smart Electronics และ AI รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคโนโลยี Photonics (การส่งข้อมูลด้วยแสง) เซนเซอร์ต่าง ๆ และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งส่งผลให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ สอดคล้องกับการศึกษาล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดในการเกาะกระแส AI และคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 500,000 – 600,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการงานที่มีคุณภาพ (Quality Jobs) ช่วยให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบตัวเลขการลงทุนจริงในกลุ่มพลังงานสะอาดที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

Advertisement

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับทิศทางในไตรมาสที่ 3 รัฐบาลยังคงเดินหน้าเร่งรัดนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ได้รับบัตร Thailand Fast Pass จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขคือต้องลงทุนจริงให้ได้ 20% ภายในปีแรก ซึ่งหากทำได้สำเร็จทั้งปี จะเป็นแรงส่งให้การลงทุนภาคเอกชนปีนี้เติบโตเป็นเลขสองหลัก (Double Digit) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว โดยปัจจุบันมูลค่าการลงทุนของ BOI คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 9% (สูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี) และในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้เติบโตกว่า 10% การกลับมาของการลงทุนภาคเอกชนนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากติดลบขึ้นมาเป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable)