หน้าแรก เศรษฐกิจ ครึ่งปีลงทุน ...

ครึ่งปีลงทุน 5.3 แสนล.เอไอ-ยานยนต์ ฮอต บีโอไอ ปลื้มจ้างงานเพียบ จ่อเก็บค่าเข้าไทย 450 บาท

15.08.26 | 06:20 น.

ครึ่งปีลงทุน 5.3 แสนล.เอไอ-ยานยนต์ ฮอต บีโอไอ  ปลื้มจ้างงานเพียบ จ่อเก็บค่าเข้าไทย 450บาท


เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 1/2569 ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างหลักการและร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เรื่อง การจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค้าเหยียบแผ่นดิน เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

เบื้องต้นมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจากเดิมที่เคยศึกษาไว้ เพราะมีความท้าทายจากวิกฤตพลังงานและภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้มีการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมเป็น 450 บาทต่อคน จากเดิม 300 บาท ทั้งทางอากาศ ทางน้ำ และทางบก แต่ระยะแรก จะเริ่มดำเนินจัดเก็บทางอากาศก่อน ผ่านหลายแนวทาง อาทิ เก็บพร้อมตั๋วโดยสาร พัฒนาแอพพลิเคชั่น หรือ ตู้คีออสในสนามบิน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและจัดทำประชาพิจารณ์จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อทำประชาพิจารณ์แล้วเสร็จ จะนำเรื่องกลับมาเสนอเข้าที่ประชุม ท.ท.ช.อีกครั้ง ก่อนสรุปรายละเอียดเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 180 วัน คาดว่าเริ่มใช้ช่วงต้นปี 2570

Advertisement

“โดยหากเริ่มจัดเก็บผ่านทางอากาศแล้ว จะเว้นระยะเวลาออกไปอีกประมาณ 1 ปี และเริ่มจัดเก็บทางบกและทางน้ำ ซึ่งต้องแก้ไขปัญหาความแออัดบริเวณหน้าด่านและเตรียมระบบให้พร้อมก่อน รวมถึง 2 ช่องทางนี้ ยังต้องศึกษารูปแบบจ่าย 1 ครั้ง เข้าไทยได้หลายรอบด้วย แต่ต้องอยู่ในระยะเวลาที่ประกันครอบคลุม เพราะวัตถุประสงค์ของการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าไทย หลักๆ คือ การทำประกันให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินในการรักษาพยาบาล และการตั้งกองทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ส่วนข้อกังวลในเรื่องการใช้เงินที่ได้จากค่าธรรมในกองทุนนี้ รัฐบาลมีนโยบายให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด” นายสุรศักดิ์ กล่าว

ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน มอบให้บีโอไอยกระดับการติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการเป็นรายไตรมาสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่า เม็ดเงินจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยเพียงใด

จากการติดตามผลจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่นๆ พบว่า ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อรวมกับไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวม 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการเหล่านี้จ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง ซึ่งกว่าร้อยละ 60 อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ฯลฯ

“เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงที่สุดในไตรมาส 2 คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมมูลค่าลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน” นายนฤตม์ กล่าว

และว่า นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ตามด้วยกลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 กลุ่มแร่ โลหะและวัสดุ 21,000 ล้านบาท กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15