‘ศุภจี’ ชูปลดล็อก 3 ช่องว่าง ผ่าน 4 แนวทางปฎิบัติ แข่งขันกับการค้าโลก เล็งเห็นผลใน6-12เดือน

15.08.26 | 13:51 น.

‘ศุภจี’ ชูปลดล็อก 3 ช่องว่าง ผ่าน 4 แนวทางปฎิบัติ แข่งขันกับการค้าโลก เล็งเห็นผลใน6-12เดือน

 


นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “Vision Thailand: Driving Trade, Unlocking Sustainable Growth” ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อค่ำวันที่ 14 สิงหาคม ว่า การขับเคลื่อนการค้าในโลกปัจจุบันต้องมองให้ไกลกว่าการเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยใช้การค้า เป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่า เปิดโอกาสใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีและ AI การกีดกันทางการค้า ความยั่งยืน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นางศุภจีกล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหลายขั้ว (Multipolar Economy) โดยต้องดำเนินนโยบายการค้าที่ เปิดกว้าง กระจายความเสี่ยง และรักษาสมดุล พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประเทศ โดยไทยต้องเปิดกว้างเพื่อทำงานและเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ ขณะเดียวกันต้องกระจายการพึ่งพาตลาดส่งออก เพราะปัจจุบันประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกไทยมาจาก 2 ตลาดหลัก ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงหากยังพึ่งพาตลาดกระจุกตัว จึงต้องเร่งเปิดตลาดใหม่และสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ทั้งผ่าน FTA การเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบอื่น ๆ

“เราต้องเปิดกว้าง กระจายตลาด และรักษาสมดุล เพราะไทยเป็นประเทศขนาดกลางถึงเล็กเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ เราจึงต้องสร้างทางเลือกให้กับตัวเอง และทำงานร่วมกับทุกฝ่าย” นางศุภจี กล่าว

Advertisement

นางศุภจี กล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งและศักยภาพจำนวนมากที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ ภาคการผลิตที่ต้องยกระดับไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ยุคใหม่และเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ภาคบริการ การท่องเที่ยว และสุขภาพ รวมถึงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy) นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ใจกลางเอเชีย สามารถเชื่อมโยงการค้าจากเหนือสู่ใต้และตะวันออกสู่ตะวันตก จึงมีโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันไทยมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ภาครัฐต้องสนับสนุนให้สามารถทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า จากจุดแข็งดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องปลดล็อก 3 ช่องว่าง เพื่อสร้างการเติบโต ได้แก่ 1. ช่องว่างด้านมูลค่า (Value Gap) ต้องเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า โดยให้ความสำคัญกับแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์ 2. ช่องว่างด้านตลาด (Market Gap) ต้องมองหาตลาดใหม่ ช่องทางใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโต และ 3. ช่องว่างด้านการมีส่วนร่วม (Participation Gap) ต้องทำให้ SMEs และผู้ประกอบการรายเล็กมีส่วนร่วมกับการเติบโตของประเทศมากขึ้น

“SMEs มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยสร้างประมาณ 35% ของ GDP แต่สัดส่วนดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายปี สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่เพียงปกป้อง SMEs แต่ต้องให้อุปกรณ์ ทักษะ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อให้ SMEs สามารถแข่งขันและเติบโตได้ ประเทศไทยมีผู้ส่งออกจดทะเบียนประมาณ 30,000 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 7,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ประมาณ 22,000 รายเป็น SMEs และ MSMEs แต่ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวสร้างมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณ 12% จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกมาก ” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับแนวทางการปลดล็อกการเติบโต จะเสนอ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ปลดล็อกตลาด กระจายการพึ่งพาตลาดส่งออกและเปิดตลาดใหม่ โดยแม้ FTA จะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่การเปิดตลาดไม่จำเป็นต้องรอเพียงการจัดทำ FTA ซึ่งอาจใช้เวลา จึงต้องใช้ทั้งการเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสในตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันต้องใช้ประโยชน์จากการที่การส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อขยายฐานการค้าให้กว้างขึ้น 2. ปลดล็อกมูลค่า เปลี่ยนจากการมองเพียงสิ่งที่ประเทศไทยมี ไปสู่การตั้งคำถามว่า “โลกต้องการอะไร” และอะไรคือคุณค่าที่ตลาดโลกต้องการ โดยปรับจากการให้การผลิตเป็นตัวนำตลาด ไปสู่ Market-Led Production หรือใช้ตลาดนำการผลิต เพื่อให้สินค้าและบริการของไทยตอบโจทย์ความต้องการของโลกมากขึ้น และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์ 3. ปลดล็อกโอกาสขยายโอกาสไปสู่ SMEs MSMEs และผู้ประกอบการรายเล็ก ให้สามารถเข้าถึงทักษะ ความรู้ ความสามารถ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อยกระดับศักยภาพและแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการปกป้องผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ต้องทำให้สามารถเติบโตและมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศได้มากขึ้น และ 4.ปลดล็อกความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น สร้างความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าโดยมุ่งหาผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การมุ่งแสวงหาประโยชน์ฝ่ายเดียว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถรับมือกับความท้าทายของโลกที่มีอุปสรรคและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า ความเชื่อมั่น (Trust) เป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เพราะจะช่วยให้ไทยสามารถยกระดับความร่วมมือไปสู่การเป็นหุ้นส่วนในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกปรับเปลี่ยน ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ ดังนั้น ไทยควรสร้างบทบาทของตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า สำหรับการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นั้น ในส่วนของกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่รับผิดชอบด้านการค้าและบริการ จะมีการทำงานผ่าน 4 คณะทำงาน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy 2. เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 3. ชุมชนและ SMEs และ 4. การค้าระหว่างประเทศ โดยจะไม่ทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และภาคเอกชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน การทำงานดังกล่าวจะยึดหลักสำคัญ 5 ประการ คือ ปลดล็อกข้อจำกัด ทำงานเป็นทีมเดียวกัน สร้างมูลค่าจากปริมาณไปสู่คุณค่า เชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ และมีผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้

นางศุภจี กล่าวว่า ในระยะต่อไปจะต้องกำหนด Quick Big Wins ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเห็นผลได้ภายใน 6–12 เดือน มีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และวัดผลได้ ขณะเดียวกันต้องกำหนด Big Wins สำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและสร้างเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศในระยะยาว เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าส่งผลเพียงระยะสั้น แต่ต้องนำไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืน จัดลำดับความสำคัญ กำหนดเจ้าภาพและพันธมิตร กำหนดกรอบเวลา มีหมุดหมายที่ชัดเจน และมี KPI ที่วัดผลได้

” รัฐบาลกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยการดำเนินงานต้องสร้างสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาในระยะสั้นกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อคว้าโอกาสในระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการที่ให้ประโยชน์เฉพาะหน้าแล้วสูญเสียโอกาสในอนาคต แต่ต้องสร้างรูปแบบการเติบโตที่สามารถรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและสร้างศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน เราไม่ได้ทำสิ่งที่จะให้ประโยชน์เพียงระยะสั้นแล้วปล่อยให้ประโยชน์ระยะยาวหายไป แต่ต้องทำให้สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่สามารถรับมือกับความท้าทายในวันนี้ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อให้เราสามารถคว้าโอกาสในระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืนของประเทศ” นางศุภจี กล่าว