นักวิชาการ เสนอโซลาร์รูฟท็อป รัฐต้องดันสินค้า-เอสเอ็มอีไทย หวั่นอุดหนุนคนอยากติดอยู่แล้ว-ชี้ต้องวางกติกาชัดเจน
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงมาตรการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของภาครัฐว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นเรื่องจำเป็นและช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว แต่โจทย์สำคัญคือต้องออกแบบให้เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจควบคู่กัน ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ติดตั้งหรือลดค่าไฟ ซึ่งภายใต้พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยวงเงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการสร้างการเปลี่ยนผ่าน เบื้องต้นกระทรวงคลังเตรียมพิจารณาเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าครัวเรือนละ 50,000 บาท ครอบคลุม 500,000-1,000,000 ครัวเรือน เน้นกลุ่มใช้ไฟฟ้าขนาด 5 กิโลวัตต์ขึ้นไป ขณะที่ผู้ไม่มีเงินก้อนจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเข้ามาช่วย โดยใช้ส่วนต่างค่าไฟที่ประหยัดได้มาชำระคืนสินเชื่อ
นายนณริฏ กล่าวว่า ทั้งนี้ หากมองด้านสิ่งแวดล้อม การติดตั้งโซลาร์ย่อมเป็นผลดี เพราะช่วยเปลี่ยนจากการใช้ไฟฟ้าที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานแสงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย หากยังต้องพึ่งพาแผงโซลาร์ วัสดุ และอุปกรณ์จากต่างประเทศเป็นหลัก อาจทำให้มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ไหลออกนอกประเทศ ขณะที่ไทยได้รับประโยชน์เพียงบางส่วนจากธุรกิจติดตั้งและบำรุงรักษาเท่านั้น
“หากต้องการให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน รัฐควรออกแบบมาตรการให้เกิดการใช้สินค้าและอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศมากขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีไทยเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโซลาร์ เพื่อให้เกิดเป็นการจ้างงาน รายได้ และธุรกิจใหม่ในประเทศ”นายนณริฏ กล่าว
นายนณริฏ กล่าวว่า ส่วนการให้เงินอุดหนุนเพื่อลดต้นทุนติดตั้งโซลาร์สามารถเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าถึงระบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น แต่ภาครัฐต้องออกแบบมาตรการให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่ควรใช้งบประมาณไปอุดหนุนกลุ่มที่มีแผนติดตั้งอยู่แล้ว เพราะประชาชนกลุ่มดังกล่าวอาจตัดสินใจติดตั้งเองตามกลไกตลาด แม้ไม่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้เงินอุดหนุนไม่ได้สร้างการติดตั้งใหม่จากนโยบายโดยตรง เพราะฉะนั้นตรงนี้ประสิทธิภาพก็จะด้อยลง ดังนั้น ภาครัฐควรมุ่งสนับสนุนกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจหรือมีข้อจำกัดในการติดตั้ง เพื่อให้เงินอุดหนุนสามารถสร้างการลงทุนใหม่ได้มากที่สุด และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ
“มีคนที่เขาอยากติดอยู่แล้ว ต่อให้ภาครัฐไม่ลดส่วนลด ไม่ใช้นโยบายอะไรต่าง ๆ เขาก็ยังจะติดอยู่ดี เขาก็จะได้ผลพลอยได้จากงบประมาณ คือรัฐจ่ายไปอุดหนุน ทั้ง ๆ ที่ท้ายที่สุดเขาก็ต้องติดอยู่ดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ประสิทธิภาพก็จะด้อยลง”นายนณริฏ กล่าว
นายนณริฏ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเอกชนมีกลไกช่วยให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินลงทุนก้อนแรก โดยใช้รูปแบบนำส่วนต่างจากค่าไฟที่ลดลงหลังติดตั้งระบบมาเป็นค่าชำระให้กับบริษัทผู้ติดตั้ง ตัวอย่างเช่น เดิมประชาชนอาจมีค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อเดือน หลังติดตั้งโซลาร์แล้ว ค่าไฟลดลงเหลือประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน ทำให้มีส่วนต่างราว 1,000 บาทต่อเดือน ที่สามารถนำไปชำระค่าติดตั้งหรือค่าบริการให้กับผู้ให้บริการได้ ซึ่งกลไกตรงนี้มีอยู่แล้ว ดังนั้น ภาครัฐไม่จำเป็นต้องพึ่งเงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรทำให้กลไกตลาดสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายนณริฏ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐควรทำควบคู่กับการอุดหนุนคือการวางกฎระเบียบให้ชัดเจน ตั้งแต่มาตรฐานการติดตั้ง การเชื่อมต่อระบบ การดูแลและบำรุงรักษา ไปจนถึงความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและทำให้ตลาดเติบโตได้ในระยะยาว หากรัฐสามารถวางระบบและกติกาให้ตลาดเดินได้ดี การติดตั้งโซลาร์ก็มีโอกาสขยายตัวได้โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐในทุกขั้นตอน ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่าติดตั้งแล้วใช้งานได้จริงและมีระบบดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช่ติดตั้งแล้วเกิดปัญหาภายหลัง
นายนณริฏ กล่าวว่า ในภาพรวมต้องคิด 2 ส่วนไปพร้อมกัน คือหากต้องการให้ประชาชนติดตั้งมากขึ้น รัฐต้องมีแรงจูงใจที่เพียงพอ และอีกด้านต้องทำให้เงินที่ลงไปก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศมากที่สุด ทั้งการใช้สินค้าไทย การสร้างผู้ประกอบการและเอสเอ็มอี ตลอดจนการจ้างงานในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโซลาร์ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงเงินอุดหนุน แต่คือระบบที่เชื่อถือได้ และหากทำให้การสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อปต่อยอดจากการลดค่าไฟไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมไทยได้ เม็ดเงิน 2 แสนล้านบาทก็จะมีโอกาสสร้างผลทางเศรษฐกิจในระยะยาว



