หน้าแรก เศรษฐกิจ สมาคมผู้ค้าร้...

สมาคมผู้ค้าร้อง กขค. สอบอีคอมเมิร์ซ ล็อกขนส่ง-ค่าธรรมเนียมทะลุ 30% หวั่นร้านค้าเจ๊ง-เลิกจ้างทั่วประเทศ

17.08.26 | 11:18 น.

สมาคมผู้ค้าร้อง กขค. สอบอีคอมเมิร์ซ ล็อกขนส่ง-ค่าธรรมเนียมทะลุ 30% หวั่นร้านค้าเจ๊งยับ – เสี่ยงเลิกจ้างทั่วประเทศหากยังปล่อยผูกขาด

สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย) และผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซเข้าพบสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อร้องเรียนและติดตามปัญหาการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะการจำกัดทางเลือกบริษัทขนส่ง การปรับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น และเงื่อนไขที่กระทบต้นทุนร้านค้า พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบว่า พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายจำกัดการแข่งขันหรือสร้างความไม่เป็นธรรมในตลาดหรือไม่


ข้อร้องเรียนครั้งนี้สะท้อนปัญหาที่มากกว่าค่าธรรมเนียมแพงขึ้น เพราะผู้ประกอบการบางส่วนกำลังตั้งคำถามถึงอำนาจต่อรองของตัวเองบนแพลตฟอร์ม ตั้งแต่การไม่มีสิทธิเลือกบริษัทขนส่ง การกำหนดค่าบริการ โปรโมชั่น ในวันที่แพลตฟอร์มกลายเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงลูกค้า

ขณะที่ปัญหาการจำกัดทางเลือกบริษัทขนส่งอาจกระทบหนักต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ อันส่งผลต่อผู้ให้บริการที่เสียโอกาสรับงาน และหากปริมาณงานลดลงต่อเนื่องก็มีความเสี่ยงลามไปถึงการจ้างงานพนักงานขนส่งทั่วประเทศ

ประเด็นที่ต้องรอคำตอบจาก กขค. จึงอยู่ที่ว่า เงื่อนไขเหล่านี้เป็นการกำหนดรูปแบบธุรกิจตามปกติของแพลตฟอร์ม หรือมีพฤติกรรมบางส่วนที่เข้าข่ายจำกัดการแข่งขันหรือปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างไม่เป็นธรรมตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า

Advertisement

ด้าน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถดิจิทัลไทย รัฐสภา กล่าวว่า เรื่องนี้ได้รับการร้องเรียนผ่านสมาคม ก่อนรวบรวมผู้ได้รับผลกระทบและส่งต่อข้อมูลมายัง กขค. โดยมองว่า ปัญหาไม่ได้กระทบเฉพาะร้านค้าบางราย แต่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการทั่วประเทศและระบบเศรษฐกิจออนไลน์

ทั้งนี้ ล่าสุดค่าบริการของแพลตฟอร์ม (จีพี) มีการปรับเพิ่มอีก 3% ทำให้ค่าบริการรวมทะลุ 30% ขณะที่การใช้คูปองและกลไกราคาหลายรูปแบบยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้และกำไรของผู้ขาย

นายภาวุธ มองว่า ตลาดมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่มีอำนาจสูง ขณะที่ร้านค้าต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงต้องการเห็นภาครัฐเข้ามาสร้างกรอบการแข่งขันที่เป็นธรรมทั้งต่อผู้ขายและแพลตฟอร์ม

“วันนี้มันเกิดความไม่เป็นธรรม เกิดภาวะอำนาจเหนือตลาด รายใหญ่ไม่กี่เจ้าสามารถควบคุมตลาดได้ทั้งหมด หลายคนยิ่งขายยิ่งเจ๊ง” นายภาวุธ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการเพิ่มความแข็งแรงให้แพลตฟอร์มสัญชาติไทย รวมถึงแนวคิด e-Marketplace ของไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการและลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

ขณะที่ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เข้ายื่นเรื่องติดตามความคืบหน้าต่อสำนักงาน กขค. ขอให้ตรวจสอบ TikTok, Lazada และ Shopee จากข้อร้องเรียนเรื่องการจำกัดทางเลือกบริษัทขนส่ง ซึ่งฝ่ายผู้ร้องเห็นว่า ยังมีลักษณะการล็อกผู้ให้บริการขนส่ง และการขอเปลี่ยนบริษัทขนส่งทำได้ยากหรืออาจถูกปฏิเสธ

แม้ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce) จะมีผลตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.69 และกำหนดหลักไม่กีดกันการแข่งขัน ไม่บังคับใช้บริการของตนเอง และไม่เอาเปรียบผู้ประกอบการ แต่ฝ่ายผู้ร้องเห็นว่าสภาพตลาดในทางปฏิบัติยังไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

ข้อกังวลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านค้า เพราะบริษัทขนส่งที่ไม่ได้รับโอกาสแข่งขันอาจสูญเสียปริมาณงาน และหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจกระทบการจ้างงานในธุรกิจขนส่ง ส่วนร้านค้าที่ต้องแบกค่าธรรมเนียม ค่าบริการ และต้นทุนจัดส่งเพิ่มขึ้น อาจต้องปรับราคาสินค้า ลดโปรโมชั่น หรือยอมรับกำไรที่ลดลง ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ นายเจตน์ โสภิตวิริยาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซและการตลาดดิจิทัล เจ้าของเพจ Jade : เลือดสาดมาร์เก็ตติ้ง และเจ้าของร้านค้าออนไลน์ กล่าวว่า การเข้าร่วมครั้งนี้ต้องการรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หลังเคยสะท้อนปัญหาผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นมาแล้วหลายครั้ง หนึ่งในกรณีที่ได้รับฟังคือ ร้านค้าขายสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งต้องจัดส่งให้ทันรอบที่แพลตฟอร์มกำหนด แต่รถขนส่งที่ระบบจัดไว้ไม่เข้ารับสินค้า ผู้ขายจึงกังวลว่าหากส่งไม่ทันอาจกระทบคะแนน การมองเห็น หรือการรับเงิน จนบางครั้งต้องจัดหารถขนส่งไปส่งสินค้าเอง

นายเจตน์ยังสะท้อนว่า แม้แพลตฟอร์มอาจเปิดให้ร้านค้าขอเปลี่ยนบริษัทขนส่งได้ แต่ในทางปฏิบัติยังมีเงื่อนไขประกอบ เช่น ต้องเกิดปัญหาจากผู้ให้บริการเดิมถึงระดับหนึ่งก่อน จึงตั้งคำถามว่าร้านค้ามีสิทธิเลือกขนส่งได้จริงมากน้อยเพียงใด

อีกปัญหาคือ ผู้ได้รับผลกระทบบางส่วนไม่ต้องการเปิดเผยตัว เพราะยังต้องพึ่งแพลตฟอร์มเป็นช่องทางขายสินค้าและกังวลว่าอาจกระทบต่อการมองเห็นหรือรายได้ แม้ข้อกังวลดังกล่าวยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นจริงจากการร้องเรียน

นายเจตน์จึงต้องการเห็นระบบติดตามเรื่องร้องเรียนที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนทราบว่า เรื่องที่ยื่นไปอยู่ในขั้นตอนใด ต้องรอข้อมูลจากฝ่ายใด และมีกรอบระยะเวลาดำเนินการเท่าใด

“บริษัทขนส่งร้องเรียนเรื่องนี้มาเป็นปี ตอนนี้ยังเลือกไม่ได้เลย แบบนี้มันเป็นธรรมสำหรับเราไหม ต่อให้ กขค. บอกว่าเปลี่ยนได้ แต่ช่วยบอกหน่อยว่าเงื่อนไขการเปลี่ยนคืออะไร ส่วนกระบวนการร้องเรียน ก็ช่วยทำเหมือน Traffy Fondue ได้ไหม กดเปิดเข้าไป เคสนี้อยู่ตรงไหนแล้ว อัปเดตอย่างไร กำลังเรียกคู่กรณีมาให้ข้อมูลไหม แล้วเรียกมานี่ให้เวลากี่วัน อันนี้คือสิ่งที่ผู้ประกอบการร้านค้าทุกคนอยากรู้” นายเจตน์ กล่าว

แหล่งข่าวภายในสำนักงาน กขค.ระบุว่า ล่าสุดบอร์ดกขค.เตรียมตัดสินคดีเกี่ยวกับแพลตฟอร์มในหลายคดี ครอบคลุมทั้งประเด็นการใช้อำนาจเหนือตลาดตามมาตรา 50 และการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57 ที่มีการร้องเรียนจากผู้ประกอบการ ร้านค้า โดยผลตัดสินของคดีจะออกมาเอื้อประโยชน์ให้กับแพลตฟอร์มออนไลน์แบบตรงๆ หรือจะบอกว่าไม่ผิดเลยก็ว่าได้ นั้นหมายถึงบอร์ดชุดนี้แทบจะไม่ฟังเสียงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเลย และไม่เคยคิดที่จะนำกฏหมายมาบังคับใช้จริงตั้งแต่ประกาศ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บอร์ดกขค.ชุดนี้จะโดนหาว่าทำงานช้ายิ่งกว่าเต่าทัังที่มีอำนาจฟันผิดอยู่ในมือ