หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้าไทย ห...

หอการค้าไทย หนุนเชื่อม Supply Chain สหรัฐฯ–อาเซียน สู่การลงทุนแห่งอนาคต

17.08.26 | 18:21 น.

หอการค้าไทย หนุนเชื่อม Supply Chain สหรัฐฯ–อาเซียน สู่การลงทุนแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการจัดงาน “Thailand–U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership” ซึ่งหอการค้าไทยร่วมกับ หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) และ หอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce) ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท โดยมีผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรชั้นนำของไทยและสหรัฐฯ เข้าร่วมกว่า 200 คน


ภายในงานได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ย้ำความพร้อมของประเทศไทยในการเป็น “Part of the Solution” ของห่วงโซ่อุปทานโลก และเดินหน้าสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านความร่วมมือในรูปแบบ Partnership and Co-creation รวมถึงการปรับสมดุลทางการค้าด้วยการเพิ่มการนำเข้าพลังงานและเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ควบคู่กับการผลักดันการเจรจา ความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ (ART) เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ด้าน H.E. Sean O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีมายาวนานกว่า 200 ปี และความสำคัญของการแสวงหา “จุดร่วม” เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน โดยสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของไทย ขณะที่การลงทุนของภาคธุรกิจไทยในสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญต่อการสร้างงานและเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ Hon. Michael DeSombre ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวีดิทัศน์ โดยระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย–สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 111,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย พร้อมชี้โอกาสความร่วมมือใหม่ด้านพลังงาน ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และการสนับสนุนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์

ในมุมของภาคเอกชนไทย สหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยความสัมพันธ์ที่มีรากฐานยาวนานนับตั้งแต่การลงนามสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ พ.ศ. 2376 ควรถูกนำมาต่อยอดสู่ความร่วมมือรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

Advertisement

“วันนี้โจทย์ของไทยและสหรัฐฯ ไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่าเราจะซื้อขายกันเพิ่มขึ้นเท่าไร แต่ต้องมองว่าเราจะใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศสร้าง Supply Chain ใหม่ที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้อย่างไร สหรัฐฯ มีเทคโนโลยี เงินทุน และนวัตกรรม ขณะที่ไทยมีฐานการผลิต ภาคเกษตรและอาหารที่เข้มแข็ง และมีตำแหน่งยุทธศาสตร์เชื่อมโยงอาเซียนและเอเชีย นี่คือโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะเติบโตไปด้วยกัน” ดร.พจน์ กล่าว

ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้ “Team Thailand Plus” ซึ่งช่วยเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนของไทยกับตลาดสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบ โดยงานครั้งนี้ถือเป็นการสานต่อความร่วมมือหลังจากการนำคณะผู้แทนภาคเอกชนไทยเข้าร่วม SelectUSA Investment Summit ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อขยายการลงทุนของธุรกิจไทยในสหรัฐฯ และสร้างเครือข่ายระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ภายใต้บริบทการค้าโลกที่มีความผันผวนมากขึ้น ภาคธุรกิจมองว่า ความชัดเจนและความแน่นอนของกติกาทางการค้า เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน โดยสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลทั้งสองฝ่ายในการสร้างกรอบอัตราภาษีที่เป็นธรรมและแข่งขันได้ รวมถึงเร่งเดินหน้าการเจรจา ART เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิต การลงทุน และบริหาร Supply Chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การปรับสมดุลทางการค้าควรมองให้กว้างกว่าตัวเลขขาดดุลหรือเกินดุล โดยพิจารณาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งระบบ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการจ้างงาน ปัจจุบันภาคเอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างงานกว่า 65,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเป็นความสัมพันธ์แบบสองทางที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือ “9-9-9 Session” ซึ่งเปิดเวทีให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมฉายภาพโอกาสความร่วมมือใน 9 สาขาสำคัญ ได้แก่ การค้า เศรษฐกิจมหภาค การท่องเที่ยวและบริการ เกษตรธุรกิจ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความยั่งยืน สุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยสาระสำคัญจากเวทีครั้งนี้สะท้อนตรงกันว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐฯ กำลังขยายจากการค้าสินค้าไปสู่ Investment, Technology and Innovation Partnership โดยไทยมีโอกาสดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ AI, Semiconductor, Cloud และ Data Center แต่จำเป็นต้องเร่งพัฒนาความพร้อมด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และบุคลากร เพื่อให้การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มและนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ ด้านเกษตรและอาหารยังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญสำหรับความร่วมมือแบบ Win-Win ตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบ เทคโนโลยีการเกษตร Smart Farming และ AI ไปจนถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารที่มีความมั่นคง สามารถรับมือกับความผันผวนด้านภูมิอากาศ ตลาดโลก และภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับการหารือในช่วงบ่าย ที่ประชุมได้ต่อยอดประเด็นสำคัญสู่ข้อเสนอเชิงปฏิบัติใน 2 ด้าน ได้แก่ “Powering Growth with a Trusted Digital Ecosystem” ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือ ครอบคลุม AI, Cloud, Data Center พลังงานสะอาด และการพัฒนาบุคลากร และ “Partnering for Resilient Food–Agri Supply Chains” ที่มุ่งเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารและภาคเกษตร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพและรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ และในช่วงสุดท้ายของงาน นายเกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “งาน Thailand–U.S. Trade and Investment Summit ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้ช่วยเพียงเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือสร้างความไว้วางใจ (Trust) ระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว” ภายใต้หัวข้อของการจัดงานในปีนี้คือ “Building on a Longstanding Partnership”

ทั้งนี้ ดร.พจน์ ได้สรุปทิศทางความร่วมมือทิ้งท้ายว่า “ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ มีรากฐานที่แข็งแรงมาเกือบสองศตวรรษ แต่สิ่งสำคัญกว่าประวัติศาสตร์ คือเราจะร่วมกันสร้างอนาคตต่อจากนี้อย่างไร ภาคเอกชนต้องช่วยกันเปลี่ยน Partnership ให้เป็น Project เปลี่ยน Dialogue ให้เป็น Deal และเปลี่ยนโอกาสให้เป็นการลงทุนและการเติบโตที่เกิดขึ้นจริงกับทั้งสองประเทศ” โดยหอการค้าไทย เชื่อมั่นว่า การสร้างความชัดเจนด้านกติกาการค้า ควบคู่กับการต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน และเกษตรอาหาร จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ สู่ Strategic Economic Partnership พร้อมเสริมบทบาทของไทยในฐานะ Strategic Gateway เชื่อมโยงสหรัฐฯ กับ ASEAN และเอเชียในระยะยาว