หน้าแรก เศรษฐกิจ สันติธาร ชี้ ...

สันติธาร ชี้ GDP โต 1.9% สะท้อนคลื่น 3 ระลอกชัดเจน แนะ 3 ข้อ พยุงเศรษฐกิจไทย

18.08.26 | 10:10 น.

สันติธาร ชี้ GDP โต 1.9% สะท้อนคลื่น 3 ระลอกชัดเจน แนะ 3 ข้อ พยุงเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เผยมุมมอง GDP ล่าสุด : คลื่น 3 ระลอกมาถึงแล้ว ไทยต้องปรับตัวอย่างไร? ไว้ดังนี้


เมื่อวานสภาพัฒน์ประกาศ GDP ไตรมาส 2 ออกมาแล้ว หลายท่านคงได้เห็นทั้งตัวเลขและบทวิเคราะห์กันไปพอสมควร

ผมจึงอยากชวนดูและชวนคิดต่อว่า ข้างในตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อจากนี้ (ยาวหน่อยนะครับ)

เริ่มจากตัวเลขก่อน : GDP ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% จากปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับฤดูกาลแล้วหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อน

Advertisement

ที่สำคัญคือ ข้างในตัวเลขมีทั้งแรงกดดันที่ชัดขึ้น และโอกาสบางอย่างที่น่าสนใจ

ด้านแรงกดดัน ผมมองว่าสะท้อน “คลื่นสามระลอก” ที่เราเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ค่อนข้างชัด

คลื่นแรกคือพลังงาน

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะค่าครองชีพ แต่ยังกดดันดุลต่างประเทศของไทยด้วย ในไตรมาสนี้การนำเข้าเร่งขึ้นมาก ขณะที่ดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่ค่อยๆ ส่งต่อไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอื่นๆ

คลื่นที่สองคือต้นทุนที่สูงขึ้นทั่วระบบ

เงินเฟ้อผู้บริโภคจาก -0.5% ในไตรมาสแรก ขึ้นมาเป็น +2.7% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นถึง 8.3%
ตัวเลขนี้น่าห่วงเป็นพิเศษสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะหลายธุรกิจคงส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปให้ลูกค้าได้ยาก ในวันที่กำลังซื้อเองก็เริ่มอ่อนลง

คลื่นที่สามคือกำลังซื้อ

การบริโภคภาคเอกชนชะลอจาก 3.3% เหลือ 1.9%

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลงมาอยู่ที่ 50.3 ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ยังหดตัว 7.8%

ภาพรวมจึงค่อนข้างชัดว่า คนไทยกำลังระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกัน

และกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ SME

SME จำนวนมากมีเงินทุนสำรองไม่มาก อำนาจต่อรองด้านราคาน้อยกว่า และเข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เมื่อรายได้ชะลอแต่ต้นทุนขึ้นพร้อมกัน ปัญหาที่เกิดก่อนจึงมักเป็นเรื่อง สภาพคล่อง
ธุรกิจที่พื้นฐานยังดีอาจต้องลดคน ลดการลงทุน หรือถึงขั้นปิดกิจการ เพียงเพราะเงินหมุนไม่ทัน

นี่คือด้านที่เป็นความท้าทายของ GDP ไตรมาสนี้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมมาตรการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นยังจำเป็น ทั้งการดูแลค่าครองชีพ และการทำให้สินเชื่อ การค้ำประกัน และการปรับโครงสร้างหนี้เข้าถึง SME ที่ยังมีศักยภาพจริงๆ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากเป็นพิเศษ

การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์โตถึง 16.6% มีทั้งคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม

ส่วนการส่งออกสินค้าโต 14.1% โดยมีอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และแผงวงจรเป็นแรงสำคัญ

ตรงนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะเจอแรงกดดัน แต่ไทยยังได้อานิสงส์จากการลงทุนรอบใหม่ การย้าย supply chain และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อยู่ไม่น้อย

ซึ่งสอดคล้องกับหลายรายงานจากต่างประเทศที่พูดถึงศักยภาพของไทยในด้านนี้ เช่น รายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Development Report 2026) ที่พบว่า ไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศกำลังพัฒนาที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI สูงที่สุดในปี 2025 สะท้อนว่าเราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีฐานการผลิตอยู่ในห่วงโซ่นี้แล้ว

เพราะฉะนั้น สำหรับผม ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 เห็นประเด็นท้าทายชัดเจน แต่ก็ไม่ได้มีแต่ข่าวร้ายหมด

มันกำลังบอกเราว่า ช่วงข้างหน้าต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน คือ รับแรงกระแทกที่กำลังมา และเร่งใช้โอกาสที่กำลังเปิด

ตรงนี้ผมคิดว่ามีสามเรื่องที่ต้องเดินต่ออย่างจริงจัง

หนึ่ง ประคองวันนี้

ต้องมีมาตราการช่วยพยุงคนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจากคลื่นกระแทกสามระลอก เพื่อไม่ให้ความเสียหายระยะสั้นกลายเป็นแผลเป็นระยะยาว ทั้งการปิดกิจการ การลดการจ้างงาน หรือการสูญเสียกำลังซื้อที่ฟื้นกลับมายาก

และต้องทำในบริบทที่ประเทศไทยมีคนทำงานนอกระบบในสัดส่วนสูงทำให้การช่วยเหลือแบบแม่นยำ เฉพาะเจาะจงทำได้ยาก

สำหรับ SME เรื่องสำคัญมากคือ การเข้าถึงสินเชื่อและสภาพคล่อง

เราไม่ควรปล่อยให้ธุรกิจที่ยังมีตลาดและมีศักยภาพต้องล้มลงเพราะขาดเงินหมุนในช่วงที่โดนคลื่นหลายลูกพร้อมกัน เครื่องมือสินเชื่อ การค้ำประกัน และมาตรการช่วยปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องเข้าให้ถึงธุรกิจที่ควรได้รับความช่วยเหลือจริงๆ

สอง เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้

ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสนี้ รวมถึงความขัดแย้งในโลกที่ยังไม่จบ ตอกย้ำว่าประเทศไทยต้องเร่งลดความเปราะบางด้านพลังงาน

ที่ผ่านมา เวลาราคาพลังงานโลกขึ้น เรามักเน้นการประคองราคา พอราคากลับลง เรื่องก็เงียบไป แล้วอีกไม่กี่ปีก็กลับมาเจอปัญหาเดิม รอบนี้เราเห็นแล้วว่าความผันผวนด้านพลังงานคงไม่หายไปไหนง่ายๆ จึงควรใช้วิกฤตเป็นแรงเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจริง โดยยึด 3 หลัก

1) เร่งทั้งการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดไปพร้อมกันเพื่อ Jump start การเปลี่ยนผ่าน

2) ลดภาระต้นทุนพลังงานของครัวเรือนและธุรกิจอย่างยั่งยืน

3) สนับสนุนให้ผู้เล่นไทยเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรม Green Transition มากขึ้น ตั้งแต่ผู้ติดตั้ง ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ ไปจนถึงธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มขีดความสามารถในประเทศด้วย

สาม ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้

แรงส่งจากการลงทุนรอบนี้เป็นโอกาสที่ผมอยากเห็นเราต่อยอดให้ได้มากที่สุด

ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้วมากขึ้น ไทยมีโอกาสวางตัวเองเป็น “Trusted Connector” คือ ฐานที่นักลงทุนจากหลายประเทศมั่นใจว่าสามารถเข้ามาผลิต ลงทุน และเชื่อมต่อกับภูมิภาคได้ เป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีกับหลากหลายประเทศในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งได้

แต่การลงทุนที่เราอยากได้ ต้องมีคุณภาพมากกว่าการดูแค่ยอดอนุมัติ

อย่างแรก ต้องลงเงินจริง จากคำขอ BOI ไปสู่เม็ดเงินจริง โรงงาน เครื่องจักร การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ซึ่งเราเริ่มได้เห็นผลตรงนี้จากตัวเลขการลงทุนจริงที่สูงขึ้นกว่าที่คาดใน 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมาแล้ว

อย่างที่สอง ต้องช่วยให้อุตสาหกรรมเดิมที่เป็นจุดแข็งของไทยสามารถอัปเกรดและปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับมาตรฐาน การลดคาร์บอน หรือการต่อยอดไปสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น ยกระดับอาหารสู่อุตสาหกรรมสุขภาพและ Longevity

อย่างที่สาม สำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เราต้องต่อยอดจากฐานที่มีพอมีผู้เล่นระดับโลกอยู่แล้ว พยายามเปลี่ยน “เงินลงทุน” ให้กลายเป็น “ความสามารถของคนไทย” และ “โอกาสของผู้ประกอบการไทย” ให้มากที่สุด ผ่านการพัฒนาทักษะ การทำ R&D การสร้าง local supply chain และการเชื่อม SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่

นี่คือทิศทางใหม่ของภารกิจ BOI ที่กำลังขยับจากการมองว่า ประเทศไทยดึงเงินลงทุนเข้ามาได้เท่าไร ไปสู่การถามว่า เงินลงทุนที่เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน

ทั้งในแง่การยกระดับอุตสาหกรรมที่เรามีอยู่ การสร้างความสามารถใหม่ของคนไทย และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปกับอุตสาหกรรมใหม่

ความท้าทายจริงๆ คือการรักษาจุดสมดุลและเดินให้ถูกจังหวะระหว่างการ “ทำในสิ่งที่โลกใหม่กำลังต้องการ” กับ “ทำในสิ่งเราเก่งอยู่เดิม”

ถ้าเราเอียงไปทางดึงดูดแต่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยไม่ถามให้มากพอว่า คนไทย ผู้ประกอบการไทย และอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมจะได้ประโยชน์อย่างไร อีกสองสามปีข้างหน้าเราอาจดูเหมือน “ทันโลก” มากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศอาจไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นตามไปด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าเราปฏิเสธกระแสโลก ยึดอยู่กับอุตสาหกรรมและกิจกรรมที่เราเก่งในวันนี้ โดยไม่ยอมปรับตัวหรือสร้างความสามารถใหม่ อีกไม่นานเราอาจพบว่าหลายประเทศรอบตัวเดินแซงไปแล้ว และต้องกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมประเทศเพื่อนบ้านถึงโตเร็วกว่าเรา

เพราะฉะนั้น โจทย์ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ของเดิม” กับ “ของใหม่”

แต่คือการทำให้ อุตสาหกรรมเดิมอัปเกรดได้ อุตสาหกรรมใหม่สร้างความสามารถใหม่ให้คนไทย และการลงทุนใหม่กระจายโอกาสไปถึงผู้ประกอบการไทยให้มากที่สุด

จึงมีทั้ง ช่วยคนและ SME ที่กำลังโดนคลื่นให้เดินต่อได้ และ ช่วยกลุ่มที่มีศักยภาพให้ขึ้นไปอยู่บนคลื่นลูกใหม่

ประคองวันนี้

เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้

ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้

สามเรื่องนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน

หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์ครับ