หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ศุภจี’ โชว์ว...

‘ศุภจี’ โชว์วิสัยทัศน์ ขับเคลื่อนการค้า-ท่องเที่ยว-ศก.ชุมชน

20.08.26 | 12:24 น.

‘ศุภจี’ โชว์วิสัยทัศน์
ขับเคลื่อนการค้า-ท่องเที่ยว-ศก.ชุมชน


หมายเหตุนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการเผยแพร่ออกอากาศฯ กรมประชาสัมพันธ์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม

ประเทศไทยประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ความคิดเห็นที่มีเยอะแยะมากมาย และข้อเท็จจริง จึงต้องการส่งต่อข้อเท็จจริง เพื่อให้สังคมมีความตระหนักรู้ว่ากําลังเกิดอะไรขึ้น และการดำเนินแผนยุทธศาสตร์ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลมีอะไรบ้าง เพื่อพยายามแก้ไขในสิ่งที่เป็นปัญหาหลัก รวมถึงความท้าทายของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็มองโลกในแง่ดีว่า คนที่ให้ความคิดความเห็นนั้นคงไม่เข้าใจหรือไม่ทราบ จึงให้ความคิดความเห็นที่อาจสร้างความตระหนก แต่หน้าที่ของเราคือ ต้องการให้เกิดความตระหนักรู้ ไม่ใช่ความตระหนก

ขอฉายภาพให้ถึงสถานการณ์ของโลกเรากําลังเผชิญอะไรกันอยู่บ้าง โดยขอจัดทำเป็นกลุ่ม 5 D ได้แก่

Advertisement

1.Decoupling หรือการแยกตัวออกจากกัน เกิดจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้โลกต้องมีการขยับปรับเปลี่ยนมากมาย ไม่ใช่มีเฉพาะยักษ์ใหญ่แค่ 2 ประเทศหลักเท่านั้น ที่กําลังเหวี่ยงกระบองกันไปมา ส่งผลกระทบกับประเทศไทยที่อยู่ตรงกลาง ต้องคอยรับแรงเหวี่ยงที่มีพลังเหล่านั้น แต่ความจริงแล้วมีขั้วเกิดขึ้นในโลกนี้อีกมาก ทำให้ไทยที่ไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่มาก จำเป็นต้องมีท่าทีในการที่จะบริหารจัดการ ไม่สามารถเดินต่อไปในท่วงท่าแบบเดิมๆ ได้ ต้องหาท่วงท่าใหม่ เพื่อให้เราเกิดความสมดุลและอยู่ได้โดยที่ไม่ได้ถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง ซึ่งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้นและจะหยุดลง แต่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ท่วงท่าในตอนนี้ก็อาจใช้ได้เฉพาะตอนนี้ อนาคตต้องมีความยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยนและหาทิศทางใหม่ได้เสมอ

2.Diversification หรือการกระจายตัว เพราะว่าเราพึ่งพาอะไรมากเกินไปไม่ได้เลย โดยปัจจุบันการส่งออกของประเทศไทยยึดโยงอยู่กับ 2 ตลาดใหญ่ประมาณ 1 ใน 3 ของตัวเลขการส่งออกของประเทศ ปี 2568 ไทยส่งออกประมาณ 11.1 ล้านล้านบาท ประมาณ 30% เราส่งไปให้ 2 ประเทศที่มีหลักการในการดำเนินการไม่ว่าจะเป็นการค้าหรือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็นความเสี่ยงมาก ดังนั้นเราต้องกระจายในบริบทของการส่งออก และการกระจายรายได้

3.Digital/AI หรือเทคโนโลยี เป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ หากเรารู้ท่าที และสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างมีประโยชน์ จะช่วยทำให้ประเทศไทยเห็นโอกาสที่คนอื่นไม่เห็น และสามารถตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากเราใช้ไม่เป็น จะเป็นความท้าทายของเราอย่างมากในด้านความสามารถตอบโต้กับสถานการณ์ที่ได้เกิดขึ้น

4.Decarbonization หรือสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้ถือว่าน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้เลย สะท้อนจากในช่วงไม่เกิน 10-20 วันที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ใหญ่ทั่วโลกที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ ทั้งแผ่นดินไหว ไฟไหม้ใหญ่ และน้ำท่วมใหญ่ อย่างล่าสุดเกิดน้ำท่วมหนักในจังหวัดน่านของไทย รวมถึงกําลังจะเจอซุปเปอร์เอลนีโญที่จะส่งผล
กระทบภาคเกษตรทั้งหมดเชื่อมต่อภาคการผลิต ทำให้เรื่องภูมิอากาศเป็นเรื่องที่เราดูเบาไม่ได้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้ต้องแก้ไขเพื่อการค้าขายกับต่างประเทศ หรือเดินหน้าสู่เน็ตซีโร่เท่านั้น แต่เพื่อชีวิตของเราและลูกหลาน เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่มันเป็นทางรอด

5.Demographics หรือโครงสร้างประชากร ปัญหาของประเทศไทยคือ มีอัตราการเกิดต่ำกว่าระดับ 1 ติดต่อกันนานมาก ซึ่งหากนับเพียง 5 ปีที่ผ่านมา ประชากรไทยลดลงจาก 66 ล้านคน เหลือ 65 ล้านคนเท่านั้น ไทยจึงเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรลดลงทุกปี เพราะการเกิดมีน้อยลง แต่อัตราการตายก็มีต่ำลงเช่นกัน คนเราอยู่นานขึ้น ใช้ทรัพยากรมากขึ้น สวนทางวัยทำงานที่มีน้อยลง ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้

จากการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตัวเองมาจากภาคเอกชน จึงเห็นว่า 1 เรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นความท้าทายของการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการดูแลนโยบายคือ การบูรณาการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ในนโยบายจึงถูกใส่เรื่องการบริหารแบบคลัสเตอร์เข้าไป เป็นการทำงานแบบยืดหยุ่น บูรณาการข้ามกระทรวง ข้ามหน่วยงานได้ เพราะไม่มีทางที่ 1 งานจะสามารถให้ทุกรัฐมนตรีมาอยู่ในก้อนเดียวกันได้ เป็นที่มาของการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐและเอกชน หรือ กรอ. ซึ่งตั้งขึ้นมา 4 คณะผ่านการกำหนดบทบาทในการดูแลเครื่องยนต์กลไกที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ครบทุกด้าน ทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และสร้างโครงสร้างระยะยาวในการตอบโจทย์สิ่งที่เดินไปข้างหน้าได้

ส่วนที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี มี 5 ด้าน ได้แก่

1.ด้านท่องเที่ยวและเวลเนส ฮับ 2.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3.เกษตรและความมั่นคงของอาหาร 4.ค้าปลีก/ค้าส่ง และ 5.ด้านการค้าระหว่างประเทศ

จึงได้จัดตั้งคณะทำงาน 4 กลุ่ม ได้แก่

1.ด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวิสิเตอร์อีโคโนมี 2.ด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 3.ด้านเศรษฐกิจชุมชนและเอสเอ็มอี และ 4.ด้านการค้าระหว่างประเทศ โดยยืนยันว่าเป็นความตั้งใจในการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง วัดผลได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว หลายคนมีคําถามว่า ศุภจีจะตั้งที่ปรึกษาไปทําไมมากมาย หวังว่าวันนี้ได้รับคําตอบแล้วว่า จริงๆ ที่ปรึกษาเหล่านี้เป็นผู้ที่มีคุณูปการ มีประสบการณ์อย่างมาก สามารถนําความรู้และประสบการณ์มาช่วยขับเคลื่อนการทำงานในแต่ละคณะได้

งานในมุมของสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การแก้ปัญหานี้ต้องแก้ทั้งระบบ ต้องแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำด้วย แล้วเราไม่ได้แค่พูดเพราะมันเป็นเรื่องสวยๆ ที่ต้องพูด แต่ต้องดูข้อมูลอย่างต้นน้ำที่เรามีประชากรของประเทศไทยอยู่ทั้งหมด 7.7 ล้านครัวเรือนที่เป็นเกษตรกร หรือคิดเป็นกว่า 30% ของจำนวนครัวเรือนที่มีในประเทศของเราที่มีประชากรอยู่ 65 ล้านคน แม้มีพื้นที่ 147 ล้านไร่ในการทำการเกษตรก็จริง แต่สร้างมูลค่าให้กับรายได้มวลรวม หรือจีดีพีของประเทศแค่ 8.8% เท่านั้น ภาพจะดีขึ้นกว่านี้ หากสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ เท่ากับเราช่วยคนประมาณ1 ใน 3 ของประเทศเลยทีเดียว

ถัดมาในเรื่องของกลางน้ำ ปัจจุบันนี้พืชเกษตรส่วนมากเก็บเกี่ยวแล้วขายเลยทั้งนั้น อาทิ เวลาที่เราทำดัชนีราคาข้าวจะมีระดับความชื้นว่าชื้นเท่านี้ ราคาเท่าไหร่ เป็นเพราะเราไม่ได้มีการจัดเก็บหรือไม่ได้มีการแปรรูป คนที่เอาไปแปรรูปเป็นโรงสี จากนั้นจึงเอาไปขายต่อส่งออกหรือจะขายภายในประเทศก็ตาม แต่ชาวไร่ชาวนาอย่างวันนี้ราคาข้าวเราสูงขึ้นเยอะมากจากวันที่ดิฉันเข้ามารับตำแหน่งรอบแรกตอนเดือนตุลาคม 2568 ราคาข้าวขาวของไทยที่ขายในตลาดโลกอยู่ที่ 334 เหรียญสหรัฐต่อตัน ต่ำกว่าเวียดนามหรืออินเดียอีก

แต่ในวันนี้ราคาข้าวขาวที่เราขายไปในตลาดโลกสูงกว่าอินเดียหรือเวียดนามเยอะแล้ว ราคาของเขายังอยู่ที่เดิม แต่ราคาข้าวไทยล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 480 เหรียญสหรัฐต่อตัน อันนี้คือสิ่งที่เราพยายามที่จะทำอย่างไรให้เวลาที่ราคาข้าวดี เกษตรกรควรจะได้ราคาดีด้วย เพราะปัจจุบันนี้ข้าวไม่ได้อยู่ในมือเกษตรกรแล้ว เรากําลังรอการเก็บเกี่ยวอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

สุดท้ายปลายน้ำเราต้องแข่งได้ในตลาดโลก ไม่ว่าเราจะทำอย่างไร แต่สินค้าเกษตรของเรายังไม่โต หรือเป็นการโตเฉพาะบางเดือน อาทิ เดือนเมษายน โตขึ้นจริง เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทุเรียนออกเยอะ แต่ว่าหากนับทั้ง 6 เดือน สินค้าเกษตรส่งออกยังติดลบอยู่ 3.2% แต่ก็มีสัดส่วนการส่งออกเยอะอยู่ที่ 13.5% หรือประมาณ 8 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งจะดีกว่านี้หรือไม่ หากทำตลอดทั้งห่วงโซ่จะสามารถทำให้เราไม่ต้องมา กระจุกตัวขายดีเฉพาะในช่วงฤดูกาล สามารถขยายรายได้ให้กระจายตัวทั้งปี เกษตรกรก็น่าจะกินดีอยู่ดีมากยิ่งขึ้น มีความมั่นคงทางด้านรายได้มากยิ่งขึ้น วางแผนชีวิตของตัวเองได้ดีมากยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและเอสเอ็มอี โดยสิ่งที่เราต้องการจะพาเอสเอ็มอีและชุมชนเดินไปข้างหน้า ใช้คําว่า จะพาเข้าไปสู่เส้นทางในการเดินทาง เป็นการให้ความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มต้น เรามีหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับเอสเอ็มอี และชุมชนตั้งแต่เริ่มต้นคือช่วงสตาร์ต แล้วเมื่อเริ่มต้นได้ เรามีความตั้งใจอยากจะช่วยขยายจากขนาดเล็กก็เป็น กลาง ขนาดกลางก็เป็นใหญ่ ขนาดใหญ่แล้วก็กลายมาเป็นผู้นําของอุตสาหกรรมนั้นๆ แล้วต่อเนื่องไปเป็น Regional Players เป็นผู้นําระดับภูมิภาค แต่ทุกวันนี้ยังทำได้ไม่มากพอ เพราะต้องการให้เอสเอ็มอีโตกว่านี้ ซึ่งจากข้อมูล ณ วันนี้ มีเอสเอ็มอีจำนวน 3.28 ล้านราย แต่รายได้คิดเป็นเพียง 35% ของจีดีพีเท่านั้น

ต้องทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีที่มีอยู่มีความแข็งแรงมากขึ้น สามารถเติบโตไปตลอดเส้นทางได้ ผ่านการยกระดับศักยภาพให้มีเครื่องไม้เครื่องมือ มีทักษะที่เหมาะสม ให้เข้าถึงแหล่งทุนที่เข้าถึงได้ เพราะฉะนั้นต้องจับมือร่วมกับหลายภาคส่วน ไม่เช่นนั้นก็จะโตต่อไม่ได้ การยกระดับศักยภาพคือ ด้านทักษะ ต้นทุน เงินทุน การเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และช่องทางการทำการตลาด จากนั้นก็ต้องมาช่วยปลดล็อกอุปสรรค มีอุปสรรคอะไรที่เอสเอ็มอีโตไม่ได้ ต้องช่วยกันอํานวยความสะดวก การปลดล็อกเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ

อีกคณะทำงานที่ถือเป็นหัวใจในเรื่องการสร้างรายได้ของประเทศคือ คณะทำงานดูแลพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และวิสิเตอร์ อีโคโนมี ประเทศไทยต้องการที่จะสร้างประสบการณ์เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์และใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริงในการผลักดันในเรื่องของการจัดการกับความท้าทาย แก้ปัญหาและเก็บเกี่ยวโอกาสที่มันควรจะเกิดขึ้น โดยขนาดรายได้ที่มาจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท สัดส่วนประมาณ 8% ของจีดีพี ด้านวิสิเตอร์ อีโคโนมี นับเฉพาะนักเดินทางที่เข้ามาเที่ยวไทยมี 32.97 ล้านคนในปี 2568 สร้างรายได้ 1.58 ล้านล้านบาท และ 6 เดือนแรกของปี 2569 นี้ 16.21 ล้านคน รายได้ 7.8 แสนล้านบาท ถามว่าจะสามารถทำได้เท่าปี 2568 หรือไม่ ต้องบอกว่ามีโอกาส และสามารถทำได้มากกว่านั้นด้วย โดยอยากให้เปลี่ยนมาดูในเรื่องของมูลค่าการใช้จ่ายแทนจำนวน รวมถึงต่อยอดมากกว่านั้นคือ สามารถนำนักเดินทางที่เข้ามาเที่ยวไทย เปลี่ยนประสบการณ์สู่การซื้อสินค้าและบริการ เพราะตอนนี้ทั้งพาณิชย์ อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และวัฒนธรรม อยู่ภายใต้การทำงานที่ใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง หากเราเปลี่ยนในเรื่องการท่องเที่ยวให้เป็นประสบการณ์ เปลี่ยนไปสู่การซื้อสินค้าและบริการ สู่การลงทุนระยะยาวได้ จะทำให้เครื่องยนต์นี้เป็นแหล่งของรายได้มากขึ้นอีกเพียงใด

สุดท้ายเป็นคณะการค้าขายระหว่างประเทศ ที่ยังกระจุกตัวอยู่ หากสามารถทำให้รายได้กระจายตัวได้ น่าจะดีไม่น้อย ในแง่สินค้ายังกระจุกตัวอยู่ที่สินค้าอุตสาหกรรม หากสามารถปรับฐานให้มีสัดส่วนของเกษตรและเกษตรแปรรูปมากขึ้น น่าจะดีกว่าเดิม ต้องใช้กลยุทธ์ท่าไหนในการรับกระบองความผันผวนจากยักษ์ใหญ่ 2 ประเทศที่ฟาดกันอยู่ จึงต้องทำ Market Diversification ขยายตลาดมากขึ้น ต้องทำในข้อตกลงการค้า (เอฟทีเอ) ลดอุปสรรคสร้างโอกาสให้ได้มากขึ้น การเพิ่มคอนเทนต์ ต้องการใช้โลคัลคอนเทนต์มากขึ้น เป็นการตอบโจทย์ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ นําเอาเอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ในซัพพลายเชนมากขึ้น โดยสิ่งที่พูดไว้ในการประชุมคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ ที่ไม่ได้มีการประชุมกันมา 4 ปีแล้วคือ จะช่วยสนับสนุนสินค้าเมดอินไทยแลนด์ได้อย่างไร