ไชยชนก ไม่เห็นด้วย Starlink ถือหุ้น 100% ชี้หากเข้าไทย-ไทยต้องถือเกิน 50%
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ยังไม่เห็นด้วยกับการให้ Starlink เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยด้วยโครงสร้างที่ต่างชาติถือหุ้น 100% โดยยังคงแนวทางให้ฝ่ายไทยถือหุ้นมากกว่า 50% หรือโครงสร้าง 51:49 ซึ่งสอดคล้องกับกรอบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้นิติบุคคลจดทะเบียนในไทยซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุน มีสถานะเป็นคนต่างด้าว ตามกฎหมาย ขณะที่ หาก Starlink พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) และมีพาร์ทเนอร์ไทยร่วมดำเนินธุรกิจ ก็เป็นรูปแบบที่สามารถรับได้
นายไชยชนก กล่าวว่า ศักยภาพของ Starlink ทั้งด้านเทคโนโลยี ราคา คุณภาพ และความสามารถในการผลิต อยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการรายอื่นแข่งขันได้ยาก หากเปิดให้เข้ามาด้วยโครงสร้างถือหุ้นต่างชาติทั้งหมด อาจกระทบต่อโอกาสของผู้ประกอบการไทยในตลาดโทรคมนาคมและดาวเทียมในอนาคต รวมถึงยังมีประเด็นด้านข้อมูลและความมั่นคงที่ต้องนำมาพิจารณา ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังถูกหารือในการประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีการพูดถึงการอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติเข้ามาให้บริการในประเทศ หรือ Landing Rights รวมถึงร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ โดยในเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น ยังมีแนวทางให้บริษัทไทยถือหุ้นมากกว่า 50%
“หากปล่อยให้ Starlink เข้ามาถือหุ้น 100% ผมมั่นใจว่าไม่มีบริษัทไหนแข่งขันกับเขาได้ สิ่งที่ผมกำลังป้องกันไม่ใช่การกันเทคโนโลยีหรือความเจริญ แต่เป็นโอกาสในอนาคตของตลาดไทย ทั้งเรื่องข้อมูล ราคา คุณภาพ และความสามารถในการผลิต หากเขาจริงใจ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและมีพาร์ทเนอร์คนไทย เรารับได้ แต่หากมาในรูปแบบถือหุ้น 100% ผมยอมไม่ได้ ก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ที่เห็นต่างออกไป” นายไชยชนก กล่าว
นายไชยชนก กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีการนำ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT มาเปรียบเทียบกับ Starlink นั้นมองว่า ทั้งสองมีเป้าหมายและบริบทแตกต่างกัน โดยภาครัฐไม่ได้มุ่งสร้างระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมของประเทศขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับผู้ให้บริการระดับโลกโดยตรง แต่ต้องการให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมเป็นของตัวเอง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือกรณีที่ผู้ให้บริการจากภายนอกไม่ให้บริการ
“กำลังเปรียบเทียบ NT กับ Starlink หรือกำลังจะให้ผมเปรียบเทียบ NT กับอีลอน มัสก์ ซึ่งมีความแตกต่างกัน เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างระบบขึ้นมาแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก แต่ประเทศไทยควรมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารผ่านดาวเทียมเป็นของตัวเอง อย่างน้อยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือผู้ให้บริการจากภายนอกตัดสินใจไม่ให้บริการ เรายังมีระบบของประเทศรองรับ” นายไชยชนก กล่าว

