หน้าแรก เศรษฐกิจ ปตท.ร่วมมือรบ...

ปตท.ร่วมมือรบ.ดัน GDP ไทย 2.2% กางแผน 5 ปีลงทุน 1 ล้านล. ฝ่าวิกฤตพลังงานกำไร7.8หมื่นล.

21.08.26 | 16:07 น.

ปตท.ร่วมมือรบ.ดัน GDP ไทย 2.2% กางแผน 5 ปีลงทุน 1 ล้านล. หนุนพีดีพีใหม่-จ่อลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ฝ่าวิกฤตพลังงานกำไร7.8หมื่นล.

 


เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี2569 เติบโต 2.2% พร้อมกำหนด 5 ยุทธศาสตร์พลิกประเทศไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต เพื่อผลักดันจีดีพีไทยโตมากกว่า 3% ว่า ปตท.พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนจีดีพีไทยปีนี้ให้ถึง 2.2% ผ่านการคงและเพิ่มกำลังผลิตธุรกิจในเครืออย่างเต็มที่ สวนทางธุรกิจพลังงาน 70% ทั่วโลกที่ลดกำลังผลิต โดยธุรกิจปิโตรเคมีของไทยปัจจุบันคิดเป็น 5%ของจีดีพีประเทศไทย

นายคงกระพัน กล่าวว่า นอกจากนี้ในส่วนของเป้าหมายรัฐบาล นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เห็นชอบกรอบการขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ของประเทศ ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1. Investment and Industry Transformation Hub 2. AI & Digital Hub 3. Green Hub 4. Financial Hub 5. Medical Investment Hub

Advertisement

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ 3.Green Hub เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว พร้อมพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

“ปตท.ได้เข้าไปทำงานร่วมกับรองนายกรัมนตรีในการขับเคลื่อนแผนต่างๆ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือทั้งรัฐและเอกชนครั้งนี้จะไดรฟ์จีดีพีไทยโตมากกว่า3% ตามเป้าหมายที่วางไว้”นายคงกระพันกล่าว

นายคงกระพัน กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินการและแผนธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 นั้น ปีนี้ปตท.ตั้งเป้าลงทุนตลอดปีไว้ที่ 2.5หมื่นล้านบาท ดำเนินการตามแผนจะใช้100%แน่นอน ขณะที่การลงทุนในอีก 5 ปีข้างหน้า(2569-73) อยู่ที่ 1ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือปตท.สผ. ทั้งการสำรวจและลงทุนพลังงานแหล่งใหม่ๆ และการเข้าซื้อกิจการ ด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) ใช้ศักยภาพของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายการค้าทั่วโลกในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตันภายในปี 2569 และขยายให้ได้ 10 ล้านตัน และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2573 และ 2578 ตามลำดับ ทั้งนี้ก๊าซธรรมชาติจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานในขณะที่ทั่วโลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวมถึงประเทศไทย โดยวันที่ 14 – 17 กันยายนนี้ ประเทศไทยได้รับโอกาสแสดงศักยภาพบนเวทีพลังงานโลก โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ

นายคงกระพัน กล่าวว่า สำหรับ ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังคงเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมแกร่ง Flagship พร้อมปรับแนวทางตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางรวมถึงปัจจัยจากนโยบายภาครัฐ (Government Intervention)การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนต่อเนื่อง พร้อมเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2571 ควบคู่การขับเคลื่อน I-SPARK โครงการนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

นายคงกระพัน กล่าวถึงร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) ฉบับ2026 ที่เตรียมบังคับใช้ปลายปี 2569 ว่า ปตท. ยังมีแผนขยายการลงทุนตาม PDP ฉบับใหม่ รวมถึงขยายการลงทุนๆฟฟ้าในประเทศจาก TPA และดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และแสวงหาโอกาสการเติบโตด้านพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศควบคู่กับการสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ (Asset Monetization) ผ่าน บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือจีพีเอสซี โดยภาพรวมนโยบายรัฐกำหนดพลังงานหมุนเวียนดีต่อประเทศ ปตท.พร้อมเข้าสนับสนุนนโยบายในธุรกิจที่เกี่ยวกับปตท. แต่ในภาพรวมการใช้พลังงานหลักยังอยู่ที่ 80-90% เพราะความมั่นคง ดังนั้นปตท.จะคงดูแลส่วนนี้

“ร่างพีดีพีฉบับใหม่ แม้ลดสัดส่วนก๊าซ และเพิ่มพลังงานหมุนเวียน แต่ในมุมปตท.สัดส่วนลดแต่ปริมาณการใช้ไม่ลด ปตท.จึงยังต้องจัดหาพลังงาน อาทิ ก๊าซ อย่างต่อเนื่อง”นายคงกระพันกล่าว


นายคงกระพัน กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งดีกว่าที่คาด ด้วยกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือกว่า 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการบริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เตรียมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไม่พึ่งพิงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง การมีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจครอบคลุมทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นและความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับน้ำมันจากหลากหลายแหล่ง การวางกลยุทธ์ที่ถูกทาง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการมุ่งเน้นธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและมีความเชี่ยวชาญ ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยกระดับกระบวนการกำกับดูแลการลงทุนให้รัดกุม ภายใต้การกำกับกิจการที่ดี และความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น สอดรับกับโอกาสครบรอบ 48 ปี ปตท. มุ่งดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุลตามแนวทาง Energy Trilemma ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability/ Competitiveness) และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability)

“สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและยังคงยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน ปตท.มี 2 บทบาท คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ในขณะเดียวกันต้องดูแล ผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ปตท. ผ่านบทพิสูจน์ที่สำคัญโดยในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยกลุ่ม ปตท. ได้สนับสนุนมาตรการภาครัฐ และบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคประชาชน มูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐประมาณ 17,500 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนของ ปตท. กว่า 8,500 ล้านบาท”นายคงกระพันกล่าว