เจ้าของ Hawell’s ไอศกรีมแบรนด์ไทย ประกาศขายกิจการ 165 ล้านบาท เตรียมลาบวช-ละทางโลก ให้เวลาตัวเองกับครอบครัวอีก 2 ปี
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม เพจ Hawell’s แบรนด์ ไอศกรีมไทย ได้โพสต์ ประกาศขายกิจการมูลค่า 165 ล้านบาท โดยระบุว่า “หาผู้รับช่วงต่อกิจการไอศกรีมฮาเวลส์ โดยมีค่าแนะนำ 5 ล้านบาท
เรียนท่านลูกค้าผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน ผม ดร.ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ประธานกรรมการ บริษัท ฮาเวลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต้องขออภัยลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่ฮาเวลส์ยังไม่สามารถไปเปิดสาขาที่ใกล้บ้านของท่านได้ในขณะนี้ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราได้พยายามอย่างมากในการติดต่อกับห้างเพื่อเปิดสาขา แต่ทางห้างตอบว่า ทางห้างไม่มีพื้นที่สำหรับฮาเวลส์ ทั้งที่ก็มีที่ว่างหลายที่เพราะร้านเดิมได้ย้ายออกไป และไม่ว่าจะติดต่อสักกี่ครั้งก็จะได้คำตอบเหมือนเดิม ครั้นจะเปิดสแตนอโลนก็จะต้องลงทุนมาก และเคยมีแผนที่จะเปิดแฟรนไชส์ขนาดเล็ก แต่เมื่อพิจารณาหลายครั้ง ก็เห็นว่าจะเป็นปัญหามากกว่าและแบรนด์ก็อาจจะเสียหายแบบกู้คืนไม่ได้ นี่คือสาเหตุหนึ่ง
แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ ผมและครอบครัวเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีเท่านั้น (*เหตุผลอยู่ตอนท้าย) ซึ่งคาดว่าคงจะมีเวลาไม่เพียงพอที่จะขยายสาขาไปทั่วประเทศและทั่วโลกได้
ดังนั้นเมื่อเวลาไม่เพียงพอ จึงได้มีความคิดว่า ควรหาผู้ที่มีใจรักในไอศกรีม และเป็นผู้ที่มีศักยภาพเข้ามารับช่วงต่อน่าจะดีกว่า เพราะฮาเวลส์ได้มีทุกอย่างครบถ้วนแล้วที่จะแข่งขันกับไอศกรีมทุกแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติไอศกรีมนมแบบ Soft ที่เข้มข้น เชื่อว่าไม่มีแบรนด์ใดเทียบได้ และถ้าได้ไปอยู่ในห้างใดก็จะได้ลูกค้าประจำเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสุดท้ายการแข่งขันก็จะวัดกันที่รสชาติเป็นสำคัญ เพราะถ้าเมื่อได้ทานไอศกรีมที่อร่อยแล้ว การจะกลับไปทานไอศกรีมที่อร่อยน้อยกว่านั้นเป็นเรื่องที่ทำใจลำบากมาก ส่วนฮาร์ดไอศกรีมตอนนี้ฮาเวลส์ได้คิดค้นไอศกรีมฮาร์ดสูตรใหม่ล่าสุดที่มีความแน่น เนียน เหนียว นุ่ม (มีอากาศแทรกน้อย)ซึ่งมีคุณภาพอยู่ระดับเดียวกันกับ ฮาเก้น-ดาส แต่จะขายในราคาถูกกว่าสเวนเซ่นส์ ซึ่งได้คิดค้นไว้ถึง 100 รสชาติและถ้าได้พื้นที่ในแข่งขันกัน มั่นใจว่าลูกค้าจะเลือกทานไอศกรีมฮาเวลส์อย่างแน่นอน เพราะรสชาติสุดพรีเมี่ยม แต่ราคาสุดคุ้ม
ฉะนั้นจึงมั่นใจว่าถ้าได้ผู้ที่มีศักยภาพมารับช่วงต่อ จะสามารถทำให้ไอศกรีมฮาเวลส์ขยายตลาดไปทั่วประเทศและทั่วโลกได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในประเทศต้นทุนสามารถแข่งขันได้อย่างสบาย เพราะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เอง จึงไม่ต้องถูกบังคับซื้อวัตถุดิบราคาแพงจากต่างประเทศ และแบรนด์ฮาเวลส์ลูกค้าให้ความเชื่อถือในเรื่องคุณภาพมากว่า 25 ปี ซึ่งสื่อมวลชนก็ให้เครดิตและคอยติดตามความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เพราะฮาเวลส์ไม่ใช่แบรนด์ใหม่แต่เป็นแบรนด์ที่มีศักยภาพและพร้อมที่จะมาทวงบัลลังก์ไอศกรีมที่ยืน1ในใจของลูกค้าทุกคน
สิ่งที่จะมอบให้ผู้รับช่วงต่อ
1.ที่ดิน 7 ไร่ ที่บางบัวทอง มูลค่า 100 ล้าน
2.อาคารสำนักงานและโรงงานพร้อมเครื่องจักรและใบอนุญาตโรงงาน รวมมูลค่า 40 ล้าน
3.ร้านฮาเวลส์ ไอศกรีมแอนด์ฟาสต์ฟู้ด มูลค่า 6 ล้าน
4.แบรนด์ ฮาเวลส์ (เครื่องหมายการค้า)
5.โนฮาวทั้งหมด ตลอด 37 ปี
6.สูตรไอศครีมทั้งหมด ทั้ง Soft Ice Cream และ Hard Ice Cream
รวมทุกรายการมูลค่าที่ส่งมอบคือ 165 ล้านบาท
ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วจะเห็นว่าไม่ได้บวกกำไรแต่อย่างใดเลย และถ้าเป็นผู้ที่มีศักยภาพและเครดิตดี ก็จะสามารถกู้แบงค์ขยายสาขา โดยแทบไม่ต้องใช้เงินตัวเองเลย เพราะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็น่าจะเป็นหลักทรัพย์เพียงพอที่จะกู้ได้ มากกว่า 200 ล้านแล้ว
และถ้าเป็นไปตามแผนที่ผมได้วางไว้เมื่อได้เงินทุนพร้อมคือ ใน 2 ปีแรก
1.จะเปิดร้านไอศกรีมซอท์ฟเสริฟ ทั่วประเทศให้ได้ 300 สาขา โดยจะมียอดขายรวมต่อปีที่ 2,880 ล้านบาท
2.จะเปิดร้านฮาร์ดไอศกรีม 100 สาขา โดยมียอดขายต่อปีที่ 2,400 ล้านบาท
3.วางเครื่องจ่ายไอศกรีมถ้วยอัตโนมัติ 5,000 จุด โดยมียอดขายต่อปีที่ 3,510 ล้านบาท (ต่อจุดขายวันละ 30 ถ้วย ถ้วยละ 65 บาท)
ซึ่งรวมยอดขายทั้ง 3 ธุรกิจ ยอดขายต่อปีจะอยู่ที่ 8,790 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อครบ 3 ปี เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ มูลค่าย่อมมากกว่า 1 หมื่นล้าน ซึ่งสามารถเป็นไปได้
ถ้าถามว่าแล้วทำไมมั่นใจ ก็เพราะว่า ไอศกรีมของฮาเวลส์อร่อยกว่าคู่แข่งแน่นอน ร้านก็หรูหราได้มาตรฐานฟาสต์ฟู้ดไม่แพ้คู่แข่งแน่นอน ดังนั้นเมื่อทำธุรกิจแล้วมั่นใจว่าชนะคู่แข่งแน่นอน มันทำให้มีพลังในการทำงานอย่างล้นเหลือ ซึ่งสามารถมองช็อตต่อไปที่จะขยายสาขาไปทั่วโลกได้เลย เพราะถ้าเราชนะคู่แข่งในประเทศไทยได้ นั่นแปลว่าเราชนะทั้งโลกได้ สาเหตุคือไอศกรีมชั้นนำของโลกมาอยู่ในประเทศไทยหมดแล้ว
ส่วนรายละเอียดทั้งหมดจะอยู่ใน Project Plan. และนี่คือความจริงใจที่จะส่งมอบ
และการที่ผมต้องมาแจ้งกับท่านลูกค้า ก็เพราะผมเชื่อว่า ไม่มีใครที่จะรู้จักไอศกรีมฮาเวลส์มากไปกว่าลูกค้าประจำที่ได้เข้าใจรสชาติไอศกรีมฮาเวลส์มายาวนานหลายสิบปี
ดังนั้นจึงขอให้ท่านลูกค้าช่วยแนะนำผู้มีศักยภาพเพื่อรับมอบกิจการไอศกรีมฮาเวลส์ไปพัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง จนไปอยู่ใกล้ๆบ้านของลูกค้าทุกคนในเร็ววันด้วยนะครับ
เงื่อนไขสำหรับค่าแนะนำ
1.ผู้ที่จะมารับมอบ จะต้องเป็นผู้ที่ระบุผู้แนะนำเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำซ้อน
2.ข้อมูลของฮาเวลส์จะอยู่ใน โปรเจ็คแพลน ทั้งหมดแล้ว ซึ่งผู้แนะนำไม่จำเป็นต้องสอบถามเพิ่มเติม
3.ค่าแนะนำ 5 ล้าน จะอยู่ที่ยอด 165 ล้าน แต่ถ้ายอดเป็นอย่างอื่นไม่ว่ามากหรือน้อย จะอยู่ที่ 3%
4.จะมีการพูดคุยเจรจากัน ก็ต่อเมื่อผู้ที่จะรับมอบศึกษาโปรเจ็คแพลน จนเข้าใจทั้งหมดแล้วเท่านั้น
ติดต่อขอโปรเจคแพลนที่ลิ้งค์นี้ https://lin.ee/x3Kxfqu
เหตุผลที่เวลาของผมและครอบครัวเหลืออีกเพียง 2 ปี
วันนี้ ผมอยากจะขออธิบายเรื่องนี้ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านที่สงสัย ได้เข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริง เรื่องราวทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2535 ในเวลานั้น ผมมีความต้องการอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมาก…คือ ผมต้องการจะร่ำรวย แต่ปัญหาก็คือ ไม่มีใครสามารถบอกผมได้อย่างแน่นอนว่า สูตรของความร่ำรวยที่แท้จริงคืออะไร
ผมจึงเริ่มหันไปศึกษาศาสนา
ในช่วงแรก ผมศึกษาศาสนาต่างๆ เพราะผมคิดว่า ถ้าผมสามารถพิสูจน์เรื่องพระเจ้าได้จริง และหากผ สามารถพูดคุยกับพระเจ้าได้ ผมก็จะมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ และพร้อมจะปฏิบัติตามคำสอนทุกประการ แต่ก็ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ในเร็ววัน ผมจึงต้องวางไว้ก่อน
ต่อมา ผมจึงหันมาศึกษาพระพุทธศาสนา ต้องยอมรับตามตรงว่า ในเวลานั้น พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ผมชอบน้อยที่สุด เพราะในความคิดของผมตอนนั้น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ก็นับถือพระพุทธศาสนากันมา แต่ผมก็ไม่เห็นว่าจะทำให้ร่ำรวยขึ้นมาได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่งก็คือ… พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว แล้วผมจะพิสูจน์พระองค์ได้อย่างไร
จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงเรื่องราวในพระไตรปิฎก เกี่ยวกับพระมหาโมคคัลลานะ ได้ทูลขอพุทธานุญาต จากพระพุทธเจ้า เพื่อไปชมสวรรค์และนรก ผมอ่านเรื่องนั้นอย่างละเอียด และเกิดคำถามขึ้นว่า… ในเวลานั้น พระมหาโมคคัลลานะยังมีชีวิตอยู่ แล้วเหตุใดท่านจึงสามารถไปสวรรค์และนรกได้
คำถามนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตของผม ผมตัดสินใจว่า ผมจะพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยการไปดูสวรรค์และนรกด้วยตาของผมเอง เพราะผมคิดว่า… ถ้าพระมหาโมคคัลลานะสามารถไปได้ ผมก็จะต้องไปได้เช่นกัน และถ้าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเป็นความจริง ผมก็ต้องการพิสูจน์ให้ได้ด้วยประสบการณ์ของตัวเอง หลังจากนั้น ผมจึงเดินทางไปทั่วภาคกลางหลายจังหวัด เพื่อค้นหาพระอาจารย์ที่รู้วิธีปฏิบัติในเรื่องนี้
เวลาผ่านไปหลายเดือน… ผมก็ยังไม่พบพระอาจารย์ที่สามารถเดินทางไปสวรรค์และนรกได้เลย จนกระทั่งวันหนึ่ง จู่ ๆ คนข้างบ้านก็มาบอกผมว่า อาจารย์ของเขาสามารถที่จะไปสวรรค์และนรกได้ ตอนนั้นผมดีใจมาก และขอให้เขาพาผมไปพบพระอาจารย์ในคืนนั้นทันที
แต่เขาบอกว่า… “ต้องลางานก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปกัน” วันรุ่งขึ้น เราจึงเดินทางไปที่วัด เมื่อไปถึง พระอาจารย์ได้เริ่มสอนผมนั่งสมาธิ และในการนั่งสมาธิครั้งแรกนั้นเอง ก็เกิดประสบการณ์ที่ทำให้ผมประหลาดใจอย่างมาก ทั้งที่ผมนั่งหลับตาอยู่ แต่ผมกลับเห็นภาพต่างๆ ราวกับกำลังลืมตา และภาพเหล่านั้นสว่างมาก ผมเห็นภาพมากมาย เห็นภาพเด็กอยู่ในครรภ์มารดา เห็นภาพใต้ท้องทะเลที่สวยงาม และเห็นภาพอื่น ๆ อีกหลายอย่าง
สำหรับผมภาพเหล่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกำลังใจอย่างมาก ทำให้ผมคิดว่า การปฏิบัติสมาธินี้น่าจะถูกต้อง แต่เป้าหมายของผมยังคงเหมือนเดิม ผมต้องการพิสูจน์เรื่องสวรรค์และนรกด้วยประสบการณ์ของตัวเองให้ได้
พระอาจารย์จึงสอนผมว่า… “ถ้าษิริพงศ์ต้องการไปให้ถึงจุดนั้น ษิริพงศ์จะต้องฝึกสมาธิอย่างจริงจัง เมื่อเกิดความเจ็บปวดและทรมาน ษิริพงศ์จะต้องอดทนและอย่ากระดิกตัว อดทนไปจนกว่าความเจ็บปวดนั้นจะหายไปเอง และเมื่อษิริพงศ์สามารถทนได้ทุกครั้ง ก็จะเหลืออีกด่านนึงคือความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ เพราะความตายนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว น่าหวาดเสียว ยากนักที่คนปกติจะยอมตาย แต่ถ้าษิริพงศ์สามารถยอมตายได้ ษิริพงศ์ก็จะสามารถออกนอกร่างได้ เหาะเหิรเดินอากาศได้ และจะได้รู้ถึงโลกหลังความตายว่ามีอยู่จริง
ผมจึงเริ่มฝึกอย่างจริงจัง ผมอยู่ที่วัดประมาณ 7 วัน และกลับมาปฏิบัติต่อที่บ้าน รวมแล้ว ผมใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกับ 20 วัน ถึงจะสำเร็จได้ ผมนั่งสมาธิวันละ 2 ครั้ง ครั้งละกว่า 2 ชั่วโมง หลายครั้งเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทรมานอย่างมาก จนแทบขาดใจ จนกระทั่งวันหนึ่ง… ระหว่างการนั่งสมาธิ ผมเกิดประสบการณ์ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ผมรู้สึกราวกับมีงูเหลือมตัวใหญ่มารัดร่างของผม จนผมหายใจเข้าไม่ได้ ความรู้สึกนั้นดำเนินอยู่นาน จนผมคิดว่าตัวเองกำลังจะขาดใจตาย ด้วยความกลัวตาย… ครั้งแรก ผมยอมแพ้ ครั้งที่สอง ผมก็ยังยอมแพ้ เพราะผมเป็นห่วงลูกและภรรยา ผมคิดว่า ถ้าผมตายจริง ๆ ทุกคนจะอยู่อย่างไร และจะลำบากเพียงใด
แต่เมื่อมาถึงครั้งที่สาม… ผมตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่ยอมถอยออกจากสมาธิ และขอยอมตายอย่างเดียวเท่านั้น และผมยอมรับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น และการที่หายใจเข้าร่างไม่ได้เป็นเวลานาน มันช่างแสนจะหวาดเสียวแบบที่ไม่มีอะไรเทียบได้เลย และในที่สุดผมก็กระเด้งออกมาอยู่ในท่ายืน ซึ่งผมรู้สึกดีใจมากกับการออกนอกร่างครั้งแรก ขนลุกไปทั่วตัว หลังจากที่ตื่นเต้นและดีใจอย่างสุดๆแล้ว ผมก็นึกถึงคำพูดพระอาจารย์ว่า เมื่อษิริพงศ์ออกมานอกร่างได้แล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือการเหาะ เพราะการเหาะนั้น มันมาก
ผมจึงนึกในใจว่าเหาะ ร่างของผมก็พุ่งขึ้นไปในอากาศด้วยความเร็วมาก ซึ่งรายละเอียดนั้นมีมาก จากนั้นเกือบทุกครั้งที่นั่งสมาธิ ผมจะออกนอกร่างแทบทุกครั้ง ซึ่งมันจะออกของมันเอง และผมก็มีความชำนาญ ในเรื่องการขาดใจตาย เพราะก่อนจะออกจากร่างจะต้องขาดใจตายทุกครั้ง แต่ผมก็ยังไม่เห็นสวรรค์และนรก พระอาจารย์จึงได้ให้อธิษฐานก่อนนั่งสมาธิทุกครั้ง และเมื่อผ่านไป 2 ถึง 3 เดือน ผมจึงได้ไปเห็นสวรรค์ ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย แต่ขอละไว้ก่อน ผมจึงรู้ว่าสวรรค์นั้นมีอยู่จริง และเมื่อผมออกจากสมาธิมาแล้ว
ผมจึงได้ทำตามสัญญาว่า… ถ้าผมพิสูจน์สวรรค์ นรกได้ ผมจะทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ ผมจึงได้สั่งซื้อพระไตรปิฎก 91 เล่มมาศึกษาอย่างละเอียดว่า… พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนอะไร แล้วถ้าอยากจะรวยต้องทำอย่างไร จึงได้รู้ว่า… ถ้าอยากจะรวย ก็จะต้องทำทานอย่างถูกต้อง ถึงทำน้อยแต่ก็ได้มาก ซึ่งคนที่ไม่รู้ธรรมะ ทำเป็นร้อยล้านแต่ได้แค่ 20 แต่คนรู้ธรรมะทำแค่ 20 กลับได้เป็น 1,000 ล้าน ซึ่งบางคนตักบาตรทุกวันตั้งแต่เด็กยันแก่ กลับได้เป็นแค่คนรับใช้บนสวรรค์ชั้นที่ 2 แต่บางคนทำบุญแค่ครั้งเดียว ด้วยข้าวจานเดียว กลับได้ไปเกิดเป็นเจ้าครองวิมาน (คล้ายพระราชาแต่มีประสกนิกรเป็นพันล้านคน) บนสวรรค์ชั้นที่ 5
ผมจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการทำทานอย่างถูกต้อง การรักษาศีลห้าอย่างถูกต้อง การรักษาศีลอุโบสถอย่างถูกต้อง และการนั่งสมาธิอย่างถูกต้อง เมื่อผมเริ่มนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในชีวิตอย่างจริงจัง ผมก็ได้เริ่มกิจการ “ฮาเวลส์” และภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ฮาเวลส์สามารถเปิดได้ถึง 22 สาขา กิจการได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าเป็นอย่างดี สื่อมวลชนก็ให้การสนับสนุน ผมมีโอกาสได้ออกรายการ “สู้แล้วรวย” รวมถึงรายการโทรทัศน์และวิทยุอีกหลายรายการ และยังได้รับการสนับสนุน จากสถาบันการเงิน ซึ่งได้เตรียมกู้เงินเพิ่มอีก 100 ล้านบาท เพื่อขยายกิจการในตอนนั้น
ต่อมา ผมได้เขียนหนังสือชื่อ… “ความสำเร็จที่มาจากพระพุทธเจ้า” หนังสือได้รับการตอบรับอย่างมาก ติดอันดับหนังสือขายดี Top 5 ของร้านหนังสือหลายแห่ง ตีพิมพ์ถึง 44 ครั้ง รวมเป็นจำนวนหลายแสนเล่ม เมื่อมีผู้คนจำนวนมากได้อ่านหนังสือ หลายคนก็อยากฟังเรื่องราวเหล่านี้จากปากของผมโดยตรง ผู้สนใจจึงลงชื่อกันไว้ เมื่อครบ 1,000 คน ผมก็จะจัดการบรรยายขึ้นหนึ่งครั้ง ผมได้บรรยายเช่นนี้ไปหลายร้อยครั้ง ครั้งสุดท้ายจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งสถานที่สามารถรองรับผู้ฟังได้ประมาณ 3,000 คน
จากนั้น ชีวิตของผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากนักธุรกิจ… กลายมาเป็นผู้บรรยายธรรมะ เป็นอาจารย์สอนธรรมะ และได้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นเพื่อเผยแผ่ธรรมะ นอกจากนี้ ผมยังได้คิดค้นนวัตกรรมการเปลี่ยนพลาสติกเป็นน้ำมันดีเซล โดยพัฒนาคุณภาพน้ำมัน ได้ตามมาตรฐานที่กระทรวงพลังงานกำหนด และได้รับการยอมรับด้านนวัตกรรมจากสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ
แต่หลังจากที่ผมศึกษาธรรมะมาเป็นเวลาหลายสิบปี… สิ่งหนึ่งในตัวผมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
จากคนที่เคยอยากร่ำรวย… ผมกลับกลายเป็นคนที่อยากสร้างบุญกุศลให้มาก อยากบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน จึงได้อธิษฐานมาโดยตลอด ประกอบกับการได้เห็นนรกด้วยตาของตนเอง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้มุมมองและการใช้ชีวิต ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ยิ่งผมได้รู้ความลับของกฎธรรมชาติและกฎของจักรวาลตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า… มนุษย์เกือบทุกคนบนโลก ที่เขาทำมาหากิน สนุกสนาน เพลิดเพลินอยู่ในโลกโซเชียลก็ดี ล้วนแต่เมื่อตายไป จะต้องลงอบายภูมิกันเกือบทั้งหมด จะเหลือรอดกลับมาเป็นมนุษย์และเทวดาก็ไม่ถึง 0.001% เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนต้องไหลไปตามกระแสโลก ซึ่งกระแสโลกก็คือการไหลไปลงอบายภูมิโดยมีนรกเป็นเบื้องล่าง ความไม่รู้นั้นช่างโหดร้ายมาก และการเวียนว่ายตายเกิดแบบไม่สิ้นสุดนั้น เลวร้ายยิ่งกว่า
สำหรับผมแล้ว… ต่อให้ได้เกิดเป็นมหาเศรษฐี เป็นพระราชา หรือแม้แต่ได้เกิดเป็นเทวดา สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของผมอีกแล้ว สิ่งที่ผมปรารถนาอย่างแรงกล้าในวันนี้ คือการบำเพ็ญเพียรและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มกำลัง เพื่อการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ผมได้วางแผนเรื่องการออกบวช มาแล้วประมาณ 15 ปี ซึ่งลูก และภรรยา ก็ได้เตรียมใจกันไว้แล้ว และในวันนี้… เวลาที่ผมกำหนดเอาไว้ เหลืออีกเพียง 2 ปี ภายในสองปีนี้ ผมจะต้องหาสถานที่สำหรับสร้างป่า เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เมื่อถึงเวลา ผมตั้งใจจะออกบวช เป็นพระ และจะปลีกวิเวกอย่างจริงจัง โดยไม่ติดต่อ ไม่พบเจอ และไม่พูดคุยกับใคร แม้กระทั่งลูกและภรรยา ยกเว้นพระพี่เลี้ยง และจะอนุญาตให้ลูกศิษย์เพียงหนึ่งคนนำอาหารมาถวาย โดยไม่จำเป็นต้องพูดคุยหรือบอกกล่าวเรื่องราวใดๆ
เมื่อผมออกบวช แล้ว… ในความหมายของผม ผมถือว่าเราได้แยกจากชีวิตทางโลก และต่างคนต่างเดินไปตามเส้นทางของตน ผมตั้งใจจะอาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้น และทุ่มเทชีวิตให้แก่การปฏิบัติธรรมอย่างเต็มกำลังและหากวันหนึ่ง ผมสามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรมตามที่ตั้งใจไว้… คือได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ผมจึงจะกลับมาสู่สังคมอีกครั้ง เพื่อไปโปรด ลูก ภรรยา ญาติๆ และลูกศิษย์ทั้งหลาย ฯลฯ

