หน้าแรก เศรษฐกิจ โมเดลขายคาร์บ...

โมเดลขายคาร์บอนเครดิต เปลี่ยนทรัพย์รอขาย…สร้างรายได้สู่ชุมชนสร้างถ่อน้อย

23.08.26 | 12:36 น.

โมเดลขายคาร์บอนเครดิต
เปลี่ยนทรัพย์รอขาย…สร้างรายได้สู่ชุมชนสร้างถ่อน้อย


ในโลกยุคปัจจุบัน เทรนด์ที่กำลังได้รับความสนใจและมีบทบาทต่อทิศทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด คือ “ความยั่งยืน หรือ Sustainability”

ยกตัวอย่าง ประเทศไทยได้ปรับเป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ให้เร็วขึ้น 15 ปี เป็น ภายในปี 2050 จึงเป็นแรงส่งสำคัญต่อภาครัฐและภาคเอกชน ที่ต่างต้องให้ความสำคัญและเร่งปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมทั้งพฤติกรรมของคนทั่วโลกขณะนี้ ก็เริ่มให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างเห็นได้ชัดเจน

ดังนั้น การดำเนินธุรกิจตามหลักความยั่งยืน หรือ ESG และ CSR in Process จึงกลายเป็นเข็มทิศสำคัญที่กำหนดกลยุทธ์ขององค์กรทั่วโลกไปแล้ว

Advertisement

พลิกพื้นที่รอขายเป็นโอกาสบทบาทโรงพยาบาลแก้หนี้

อีกหนึ่งองค์กรที่นำการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาผนวกเข้ากับการดำเนินธุรกิจ คือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ผู้นำด้านองค์กรบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ดำเนินธุรกิจบริหารทรัพย์สินรอการขาย (NPAs) และปรับโครงสร้างหนี้ (NPLs) เพื่อสร้างโอกาส และเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจ ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนิน “โรงพยาบาลแก้หนี้” เป็นแห่งแรกในประเทศไทย

ปัจจุบัน BAM มีภารกิจไม่ใช่การทวงถามหนี้ แต่เป็นการรักษาโรคหนี้ ดังนั้น BAM จึงมุ่งเน้นที่จะทำสิ่งที่แตกต่าง คือไม่ได้มุ่งปิดบัญชีหรือปิดหนี้ให้เร็วที่สุดด้วยวิธีการทางกฎหมาย แต่จะเป็นคู่คิดที่มุ่งสร้างทางออกที่ทำให้ชีวิตเดินต่อไปได้จริง และมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยน “ลูกหนี้” ในวันนี้ให้กลับมาเป็น “ลูกค้า” ของ BAM ที่มีอนาคตอีกครั้ง และด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า “ลูกค้า BAM ทุกคน สามารถเริ่มต้นใหม่ กับ BAM เป็นไปได้เสมอ”

ล่าสุด BAM ผนึกกำลังร่วมกับ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” เดินหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียว: ต้นแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ณ ตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อแปลงโฉมที่ดินเปล่ารอการขายให้กลายเป็นสินทรัพย์สีเขียวที่สร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าสู่สังคม พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในการนำทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ที่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้ มาพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ดูดซับก๊าซเรือนกระจก พร้อมสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่คนในชุมชน ควบคู่ไปกับการวางแผนเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว

ส่องอินไซต์ต.สร้างถ่อน้อยมูลค่า7ล้าน

ภาพรวมทั่วไปของพื้นที่โครงการในตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีขนาดเนื้อที่ 33-2-0 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 7,035,000 บาท จังหวัดอำนาจเจริญเป็นจังหวัดขนาดเล็กที่มีประชากร 372,183 คน (อันดับที่ 65 ของประเทศ) และมีรายได้เฉลี่ย 28,515 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ซึ่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ 29,030 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน

ทั้งนี้ ตำบลสร้างถ่อน้อยมีประชากรอาศัยอยู่จริง 1,795 ครัวเรือน หรือ 6,390 คน กระจายอยู่ใน 13 หมู่บ้าน ภูมิสังคมของพื้นที่ประกอบด้วยที่ป่าสงวนแห่งชาติ 25,000 ไร่ หรือ 44% พื้นที่เกษตรกรรม 20,349 ไร่ หรือ 35% พื้นที่อยู่อาศัย 7,288 ไร่ หรือ 13% และที่ดินสาธารณประโยชน์ 4,863 ไร่ หรือ 8%

ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ชุมชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจ้างงานเพาะกล้าไม้ ปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ รวมถึงรายได้จากการพัฒนาสินค้าชุมชนและการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมจะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่ม 31 ไร่ แหล่งอาหารชุมชน และการดูดซับก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นมาตรฐาน ในมุมของการบริหารสินทรัพย์ BAM จะได้รับประโยชน์ทั้งการยกระดับภาพลักษณ์องค์กรด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และการเพิ่มมูลค่ารวมถึงโอกาสในการจำหน่ายทรัพย์ NPA ผืนนี้ได้ดียิ่งขึ้นภายหลังสิ้นสุดโครงการ

ทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ระบุ ความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่าง BAM และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการระหว่างภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน ในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โดย BAM ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจตามหลักความยั่งยืน หรือ ESG และ CSR in Process ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

พลิกที่ดินว่างเปล่าสู่โมเดลขายคาร์บอนเครดิต

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ระบุ BAM มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งก้าวสู่การเป็นผู้สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน Value Creator อย่างเต็มรูปแบบ โดยเชื่อว่าการบริหารทรัพย์ในปัจจุบันต้องสร้างทั้งผลตอบแทนทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

การพัฒนาพื้นที่สีเขียวดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการนำทรัพย์ NPA มาพัฒนาเพิ่มคุณค่าในทุกมิติ โดยโครงการบนพื้นที่ 33 ไร่ ในตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ นั้นแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ 31 ไร่ จะได้รับการฟื้นฟูตามแนวทางปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ด้วยไม้ท้องถิ่น 20 ชนิด รวมจำนวน 3,600 ต้น จะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนาเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) ซึ่งคาดว่าจะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 29.45 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

รวมทั้งพื้นที่อีก 2 ไร่ สำหรับใช้ประโยชน์ของชุมชนเชิงเศรษฐกิจและสังคม ผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่กว่า 6,390 คน ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน อาทิ ตลาดสินค้าเกษตรและพื้นที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การเพาะกล้าไม้ การปลูก และการดูแลรักษาพื้นที่ในระยะยาว โดยรูปแบบการพัฒนาจะดำเนินการบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

การลงทุนลักษณะนี้ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพของสินทรัพย์ และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว ทั้งยังเป็นการวางรากฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์ในอนาคต โดย BAM มีเป้าหมายต่อยอดสู่การพัฒนาสินทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Asset Portfolio) ในวงกว้างต่อไป

“อีกหนึ่งความสำคัญของโครงการ คือการเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างผืนป่าดงใหญ่และสวนสัตว์เปิดเฉลิมพระเกียรติ ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของพื้นที่สีเขียว เสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว” ดร.รักษ์ระบุ

ขณะที่ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุ มูลนิธิแม้ฟ้าหลวงฯดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี โดยมุ่งเน้นการทำงานด้านการฟื้นฟูผืนป่าควบคู่กับการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯขยายผลการดำเนินงาน โดยนำความรู้เรื่องการฟื้นฟูดูแลป่าดอยตุงไปสู่ป่าชุมชนใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ

ตำบลสร้างถ่อน้อยแห่งนี้ เป็นหนึ่งในชุมชนที่ดูแลป่าชุมชนได้อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง มีทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพื้นฐานการประกอบอาชีพที่สามารถต่อยอดได้อีกมาก และสิ่งสำคัญของโครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกป่าเพียงอย่างเดียวแต่คือการปลูกคนเข้าด้วยกัน ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างงานสร้างอาชีพ และการพัฒนาศักยภาพของคนในพื้นที่ควบคู่กันไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องและยั่งยืน ซึ่งเป็นภารกิจที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯดำเนินการมาโดยตลอด

สำหรับแนวทางการดำเนินงาน โครงการจะมุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกไม้เศรษฐกิจท้องถิ่นแบบเลียนแบบธรรมชาติ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมอาชีพ และการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานในอนาคต ทั้งนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับ BAM ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ที่สมดุลในทุกมิติ และสามารถต่อยอดสู่ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่อื่นต่อไปในอนาคต

ครึ่งปีหลังเตรียมซื้อทรัพย์เพิ่ม1-2หมื่นล้าน

ดร.รักษ์ยังระบุถึงภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก 2569 อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ทุกธุรกิจรวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ต่างเผชิญกับความท้าทาย ทำให้บริษัทมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจใหม่ ซึ่งบริษัทได้ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจในช่วง 13-14 เดือนที่ผ่านมา โดยเน้นการบริหารจัดการโครงสร้างต้นทุน และเลือกขายทรัพย์ที่สามารถทำอัตรากำไร (Margin) ได้ดีที่สุด รวมทั้งมีการเร่งระบายทรัพย์ที่ถือครองมานานเกิน 12 ปี ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนลดลงจากเกือบ 40% เหลือเพียงกว่า 20%

โดยบริษัทเน้นการระบายทรัพย์ชิ้นเล็กที่มีราคาไม่สูง เช่น แฟลตปลาทอง ให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ฟรีแลนซ์ หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย ให้สามารถผ่อนชำระและเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ ส่งผลให้ในช่วงกว่า 5 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีผลเรียกเก็บประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือสังคมแล้ว ยังช่วยลดภาระการตั้งสำรองหนี้ของบริษัท ที่คาดว่าปีนี้จะลดลงจากปีก่อนครึ่งนึงอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท รวมทั้งครึ่งปีแรก 2569 บริษัทซื้อทรัพย์ใหม่ไปแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท และคาดว่าจะซื้อเพิ่มในครึ่งปีหลังอีกประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น บริษัทยังเตรียมรุกตลาดกลุ่มลูกค้าระดับกลางและกลุ่ม Wealth ผ่าน “BAM Premium” ซึ่งนำทรัพย์สินมูลค่า 30-50 ล้านบาทออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสในการระบายทรัพย์และรักษาความสามารถในการทำกำไร และในปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้าหมายผลเรียกเก็บไว้ที่ 17,900 ล้านบาท และตั้งเป้ากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

เปลี่ยนกลยุทธ์เหมาเข่งมุ่งเน้นความต้องการ

ดร.รักษ์ระบุ สำหรับกลยุทธ์การรับซื้อหนี้เข้ามาบริหารนั้น BAM ได้เปลี่ยนรูปแบบจากการซื้อแบบเหมาเข่ง มาเป็นการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความต้องการของตลาดล่วงหน้า (Create Demand) โดยมุ่งเน้นเจาะจงทรัพย์สินประเภทโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และอาคารสำนักงาน (Office Building) ซึ่งยังมีค่อนข้างน้อยในพอร์ตของบริษัท และลดการซื้อประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ เนื่องจากความต้องการที่ลดลงและสามารถขายออกได้ยาก ขณะนี้มีอยู่ในพอร์ตแล้วประมาณ 30,000 ชิ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเภทโรงแรมสามารถขายได้ง่ายที่สุด สะท้อนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในขณะนี้

BAM ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานมาแล้ว 13-14 เดือน โดยเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่ซื้อหนี้มาก่อนแล้วค่อยลุ้นว่าจะมีคนมาซื้อทรัพย์ต่อ มาเป็นการเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ความต้องการของตลาดก่อนว่าใครอยากได้หนี้หรือทรัพย์ประเภทไหน เปรียบเหมือนการดูเมนูที่ลูกค้าสั่งก่อน แล้วค่อยลงมือทำอาหารในครัว จึงเป็นการสร้างดีมานด์ขึ้นมา แทนที่จะซื้อซัพพลายจำนวนมากแล้วค่อยมาหาผู้ซื้อภายหลัง

“ปัจจุบันทรัพย์ประเภทโรงแรมถือว่าขายได้ง่ายที่สุดในช่วงนี้ และหลังจากการปรับพอร์ตของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาผมคิดว่า BAM หล่อมาก” ดร.รักษ์ทิ้งท้าย