หน้าแรก เศรษฐกิจ อินสไปร์ ไอวี...

อินสไปร์ ไอวีเอฟ บุกธุรกิจภาวะมีบุตรยาก รุกขยายฐานตลาดต่างชาติ แนะรัฐปลดล็อก 5 ข้อใหญ่

24.08.26 | 05:09 น.

อินสไปร์ ไอวีเอฟ บุกธุรกิจภาวะมีบุตรยาก รุกขยายฐานตลาดต่างชาติ แนะรัฐปลดล็อก 5 ข้อใหญ่

นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากร โดยเฉพาะสถานการณ์อันน่ากังวลของสังคมสูงวัยไทยที่อัตราการเกิดต่ำกว่าการตาย ทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีรักษาภาวะมีบุตรยาก (Fertility Tourism) สามารถดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติเข้าประเทศอย่างมหาศาล ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยธุรกิจของอินสไปร์ฯ เป็นการปฏิรูปธุรกิจสลัดคราบ Doctor Brand หรือเจาะลึกกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านจากคลินิกที่พึ่งพาชื่อเสียงของหมอเป็นรายบุคคล เพราะมีความเสี่ยงต่อความยั่งยืนของธุรกิจ เพื่อไปสู่ระบบทีมสถาบันการแพทย์ที่ใช้เกณฑ์ตัวชี้วัด (เคพีไอ) ในการรักษามาตรฐาน ทำให้อัตราความสำเร็จพุ่งสูงถึง 78-80% เทียบกับค่าเฉลี่ยของไทยที่ 48-50% เท่านั้น


นายชนะชัย กล่าวว่า ธุรกิจมีโครงสร้างฐานลูกค้าต่างชาติและการบุกตลาดพรีเมียมใหม่ 80-90% การเปลี่ยนผ่านจากตลาดจีน สู่ตลาดอินเดีย เพราะโควิด-19 ทำให้ลูกค้าจีนลดลงเหลือไม่ถึง 30% เนื่องจากนโยบายส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศของรัฐบาลจีน บริษัทจึงเบนเข็มรุกตลาดประเทศที่มีประชากรสูงอย่างอินเดียอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันลูกค้าอินเดียขึ้นแท่นมาเป็นอันดับ 1 ของบริษัท สัดส่วน 40-50% ส่งผลให้บริษัทเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดอินเดีย รวมถึงมีแผนการบุกตลาดตะวันออกกลาง โดยบริษัทได้จัดตั้งสำนักงานตัวแทนขึ้นที่ดูไบแอร์พอร์ต ฟรีโซน (DAFZA) ในช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เพื่อทำหน้าที่เป็นประตูด่านแรก (Gateway) ในการแนะนำ ให้คำปรึกษาเบื้องต้น และส่งต่อคนไข้ตะวันออกกลางระดับพรีเมียมเข้ามาทำหัตถการรักษาที่ประเทศไทย

“กลุ่มลูกค้าตะวันออกกลางมีจีดีพีต่อหัวสูงกว่าไทยถึง 6.2 เท่า และมักเดินทางมารักษาเป็นครอบครัวใหญ่พร้อมพำนักในไทยนาน 7-14 วัน ซึ่งส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในประเทศอย่างมหาศาล โดยอัตราค่าบริการเฉลี่ยรวมการตรวจพันธุกรรมแบบละเอียดของบริษัทอยู่ประมาณ 500,000 บาท เมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างแดนอย่างดูไบที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึงกว่า 700,000 บาท หรือประเทศจีนที่มีค่ารักษาประมาณ 500,000 – 600,000 บาท แต่ต้องเผชิญกับคิวรักษาที่ยาวนานรวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมายที่เข้มงวดในการตรวจคัดกรองเพศและโครโมโซมเพื่อคัดกรองโรค ทำให้บริการของไทยตอบโจทย์ความคุ้มค่าและคุณภาพได้ดีที่สุด” นายชนะชัย กล่าว

Advertisement

นายชนะชัย กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีรักษาภาวะมีบุตรยาก (Fertility Tourism) มีข้อเสนอแนะต่อนโยบายภาครัฐ 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ปลดล็อกและแก้ไขกฎหมายเทคโนโลยีเจริญพันธุ์รองรับกลุ่มเพศทางเลือก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีชมพู หลังจากผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว เนื่องจากตลาดกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนประชากรกว่า 4% ทั่วโลก มีกำลังซื้อสูง พร้อมที่จะเติบโตได้อย่างมหาศาลหากกฎหมายปลดล็อกช่องว่างได้ 2.ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ (National Branding) มุ่งสู่เศรษฐกิจรักษาภาวะมีบุตรยากอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วไป 3.จัดทำแผนแม่บทแห่งชาติ ประสานทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน

นายชนะชัย กล่าวต่อว่า 4.จัดการขบวนการอุ้มบุญเถื่อนและนอมินีต่างชาติอย่างเด็ดขาด ในวงการแพทย์ไทยยังคงมีปัญหาช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีกลุ่มทุนต่างชาติ เข้ามาแทรกแซงด้วยการแข่งขันตัดราคาจนกลไกตลาดเสียหาย รวมถึงกลุ่มขบวนการจ้างอุ้มบุญที่ผิดกฎหมาย ซึ่งบางกรณีเป็นการทำเพื่อหวังผลประโยชน์แอบแฝง อาทิ ให้เด็กได้สัญชาติไทยเพื่อใช้ครอบครองสิทธิในที่ดินของไทย และ 5.ออกมาตรการจูงใจ (Incentives) เพื่อส่งเสริมการมีบุตรและสนับสนุนผู้ประกอบการ อาทิ นโยบายลดหย่อนภาษีเพื่อรักษาภาวะมีบุตรยาก เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการเกิดของเด็กที่มีคุณภาพ

“รัฐบาลจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และลงโทษสถานหนักต่อโรงพยาบาลหรือตัวการทำผิดกฎหมายรายเดิมๆ ที่มักกระทำผิดซ้ำซาก อย่างกรณีที่เกิดใช้การสวมสิทธิเป็นพ่อของบุตรชาวจีนในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องมาตรฐานและความน่าเชื่อถือด้านการแพทย์ของประเทศไทยในระยะยาว” นายชนะชัย กล่าว