ธนารักษ์ เปิดตัวระบบดิจิทัลประมูลเหรียญในตำนาน ‘เหรียญ 10 บาทปี 33’ ทุบสถิติ 2.5 ล้านบาท บิดสนั่น 52 ครั้ง จ่อประมูลเหรียญหายากทุกวันที่ 17
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังงานเปิดตัว ระบบประมูลขายผลิตภัณฑ์เหรียญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ Treasury Coin Market โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง กรมธนารักษ์ และธนาคารกรุงไทย ว่า Treasury Coin Market เป็นนวัตกรรมระบบประมูลขายผลิตภัณฑ์เหรียญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจรระบบแรกของประเทศไทย และนับเป็นโรงงานกษาปณ์แห่งแรกของโลกและเป็นหน่วยงานรัฐ ที่ทำระบบประมูลเหรียญกษาปณ์ดิจิทัล ทั้งนี้ ปัจจุบันสังคมไทยมีความสนใจในสินทรัพย์สะสมที่มีมูลค่าทางประวัติศาสตร์มากขึ้น การเปิดตัวระบบในวันนี้จึงไม่เป็นเพียงการเพิ่มช่องทางการประมูล แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานของตลาดเหรียญไทยยุคใหม่ และขยายโอกาสการเข้าถึงแก่ผู้สนใจในทุกพื้นที่ พร้อมกลไกราคาที่โปร่งใส ความเป็นธรรมในการเสนอราคา ความปลอดภัยในการชำระเงิน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในวันนี้มีการเปิดประมูลเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน 10 บาท พ.ศ. 2533 ผ่านระบบ Treasury Coin Market ซึ่งเป็นเหรียญหายากระดับตำนานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นที่ต้องการแก่นักสะสม เนื่องจากเหรียญรุ่นแรกๆ ที่มีการผลิตไส้ในด้วยทองเหลือง ด้านหน้าเหรียญวงในโลหะสีทอง มีพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และด้านหลังวงในโลหะสีทองเป็นรูปพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม การดำเนินการนี้นอกจากจะช่วยเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลแล้ว ยังคาดว่าจะสร้างอาชีพใหม่ให้กับคนไทย เช่น นักประเมินสภาพเหรียญระดับมาตรฐานสากล (Coin Grader) และช่วยให้ประเทศไทยเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดซื้อขายเหรียญสะสมทั่วโลกที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์มีภารกิจหลักในการบริหารจัดการทรัพย์สินของแผ่นดิน โดยขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “VALUE” ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน การประมูลเหรียญออนไลน์ของภาครัฐ “Treasury Coin Market” ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นมากกว่าช่องทางประมูลออนไลน์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลองค์ความรู้ ทักษะการประเมิน และตรวจสอบคุณภาพเหรียญ เทคโนโลยีการชำระเงิน และความเชื่อมั่น เข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร
นายอัครุตม์ กล่าวว่า แผนการดำเนินงานขั้นต่อไปจะมีการเปิดประมูลเหรียญกษาปณ์ที่หายากเป็นประจำทุกวันที่ 17 ของเดือน สำหรับเหรียญที่จะเปิดประมูลในครั้งถัดไป กรมฯเตรียมนำเหรียญกษาปณ์ทองคำหายากที่ยังคงเหลืออยู่ในคลังออกประมูล ได้แก่ 1.เหรียญสมเด็จย่า หรือ เหรียญทองแห่งสุขภาพดีถ้วนหน้า ชนิดราคาหน้าเหรียญ 6,000 บาท (เนื้อทองคำ) ผลิตเพียง 604 เหรียญทั่วโลก ปัจจุบันเหลืออยู่ที่กรมธนารักษ์เพียง 14 เหรียญเท่านั้น 2.เหรียญครบรอบวันพระบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 7 ปี พ.ศ. 2534 และ 3.เหรียญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ที่ได้รางวัลแมกไซไซ ชนิดราคาหน้าเหรียญ 6,000 บาท (เนื้อทองคำ) ผลิตประมาณ 600 เหรียญ ปัจจุบันเหลือในคลังเพียง 11 เหรียญเท่านั้น
นายอัครุตม์ กล่าวว่า เหรียญ 10 ปี 2533 ผลิตเมื่อปี 2533 จำนวน 100 เหรียญ เพื่อมอบเป็นที่ระลึกแก่ผู้เข้าร่วมประชุมในการประชุมที่ต่างประเทศ ทำให้เหรียญนี้อยู่ในตลาดต่างประเทศ 38 เหรียญ เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณ์ 8 เหรียญ เหลือมาประมูล 54 เหรียญ และครั้งนี้ นำมาประมูล 1 เหรียญ ทำให้เหลือ 53 เหรียญ ซึ่งจะไม่นำมาประมูลอีกแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 24 ส.ค. ได้มีการเปิดประมูลเหรียญ 10 บาท ปี พ.ศ. 2533 ผ่านเว็บไซต์ Treasury Coin Market เป็นครั้งแรก ซึ่งการประมูลครั้งนี้กำหนดให้วางเงินประกัน 10,000 บาท มีผู้ลงทะเบียนร่วมประมูลทั้งหมด 130 ราย วางเงินประกันและเข้าร่วมประมูลจริง 23 ราย เปิดประมูลที่ราคา 300,000 บาท กำหนดให้ประมูลขั้นต่ำที่ครั้งละ 20,000 บาท ใช้วิธีประมูลคือหากมีการเสนอราคาในช่วง 1 นาทีสุดท้าย เวลาจะถูกต่อออกไปอีกครั้งละ 1 นาที จนกว่าจะไม่มีผู้เสนอราคาสูงกว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสะท้อนราคาตลาดที่แท้จริง ทั้งนี้ปิดจบประมูลมีการเสนอราคาทั้งหมด 52 ครั้ง ภายในระยะเวลาประมาณ 10 นาที ปิดประมูลที่ 2,540,000 บาท สูงกว่าเป้าหมายที่กรมธนารักษ์ตั้งไว้ที่ 2,000,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ความเป็นมาของเหรียญ 10 ปี 2533 เริ่มต้นจากช่วงปี 2530-2538 ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านการใช้ธนบัตร 10 บาท สู่เหรียญ 10 บาท ทำให้ปี 2531 ประเทศไทยจึงมีความต้องการใช้เหรียญ 10 บาทสูง กรมธนารักษ์จึงสั่งผลิตและนำเข้าเหรียญจากต่างประเทศ (ประเทศอิตาลี) เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งปี 2532 มีการผลิตประมาณ 100 ล้านเหรียญ ทำให้ปี พ.ศ. 2533 ทางโรงกษาปณ์จึงไม่ได้ผลิตเหรียญหมุนเวียนรุ่นนี้เพิ่มขึ้นในระบบปกติ แต่ความจำเป็นในการผลิตคือเพื่อนำเป็นของที่ระลึกแก่ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมผู้บริหารโรงกษาปณ์โลก Mint Directors Conference (MDC) ปี 1990 ที่กรุงลอนดอน จำนวน 50 เหรียญ จากทั้งหมด 100 เหรียญ เพื่อแสดงศักยภาพว่าประเทศไทยสามารถผลิตเหรียญได้แบบไบแมกทาลิก (Bimetallic Coin) เป็นประเทศที่ 3 ของโลก และเป็นประเทศแรกนอกทวีปยุโรป จึงไม่ได้หมุนเวียนให้ประชาชนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ อีก 50 เหรียญ ส่วนอีก 50 เหรียญเก็บรักษาไว้ที่กรมธนารักษ์


