ชัยวัฒน์ แนะวิธีผ่าโครงสร้างพลังงานไทย เชื่อใช้งบน้อย-ดันจีดีพีแตะ 5% แถมกระจายรายได้เพิ่ม
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1 – 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) กองบรรณาธิการมติชน จัดสัมมนาพิเศษในหัวข้อ ‘NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย’
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อพิเศษ “นวัตกรรมสีเขียว : ทางเลือกพลังงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ว่า จากโครงสร้างพลังงานของประเทศไทย มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐคือ การปรับเพิ่มสัดส่วนผสมน้ำมันชีวภาพในระบบ โดยยกระดับจาก B7 ขึ้นเป็น B20 และเพิ่มสัดส่วนเอทานอล E20 ให้เป็นเชื้อเพลิงพื้นฐาน พร้อมสนับสนุนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในเครื่องบิน (SAF) อีกประมาณ 10%
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การดำเนินการเช่นนี้สามารถทำได้ทันทีในลักษณะ Drop-in โดยไม่ต้องปรับปรุงหรือลงทุนใหม่ในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ามหาศาล จากปั๊มน้ำมันทั้ง 26,000 แห่ง ท่อส่งน้ำมัน คลังน้ำมัน ท่าเรือ และสนามบิน สามารถใช้งานร่วมกับน้ำมันชีวภาพเหล่านี้ได้ทันที ส่วนความกังวลเรื่องค่ายรถยนต์ยุโรปไม่รองรับน้ำมันผสมสูตรสูง มีกรณีศึกษาที่ชัดเจนจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งประกาศนโยบายบังคับใช้ B35 โดยแจ้งต่อผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปที่อ้างว่าใช้ไม่ได้ คือ หากรถแบรนด์ใดเติมไม่ได้จะถูกประกาศลงข่าวหน้าหนึ่งห้ามประชาชนซื้อ ส่งผลให้ค่ายรถยนต์ทุกรายต้องรีบปรับปรุงเทคโนโลยีจนเติมได้สำเร็จ และปัจจุบันอินโดนีเซียได้ก้าวหน้าไปถึงการใช้ B50 แล้ว

“การยกระดับสถานะปัจจุบันไปสู่ E20 และ B20 ใช้เงินลงทุนไม่ถึง 1,000 ล้านบาท แต่สามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ทันทีประมาณ 100,000 ล้านบาท หากขยับขึ้นไปเป็น B30 และ E30 จะใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกเพียงหลักหมื่นล้านบาท และหากก้าวไปถึงระดับ B40 และ E40 จะใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกเพียง 2,000 – 3,000 ล้านบาทเท่านั้น โดยมีการประเมินว่า การเพิ่มสัดส่วนน้ำมันชีวภาพเป็น 20% ในภาพรวมจะส่งผลให้จีดีพีของไทยเติบโตขึ้นได้ถึง 2% และหากสามารถผลักดันไปถึงสัดส่วน 40% จะสามารถดันจีดีพีโตได้สูงถึง 5% ช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา และบรรลุเป้าหมายการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำโดยใช้เงินลงทุนต่ำที่สุด” นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาน้ำมันด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถรองรับการใช้พลังงานชีวภาพได้ 100% โดยปัจจุบันบางจากมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งน้ำมันเครื่องบินชีวภาพ น้ำมันรถยนต์ชีวภาพ และน้ำมันเรือขนส่งสินค้า สามารถรองรับการเดินทางและการขนส่งทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำในรูปแบบ Drop-in ทดแทนฟอสซิลได้ทันที ซึ่งทุกๆ หยด เราสามารถสร้างมูลค่าให้ประเทศไทยได้ ไม่ได้เป็นแค่การชดเชย แต่เป็นการต่อยอดธุรกิจ รวมถึงการใช้พลังงานชีวภาพ B20 และ E20 สามารถช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้ปีละ 6.3 หมื่นล้านบาท ลดขาดดุลการค้า เพิ่มคุณค่าเศรษฐกิจในประเทศ และเป็นสิ่งที่เรามีอยู่แล้วด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า ประเทศไทยมีปริมาณการบริโภคพลังงานประมาณ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 320 ล้านลิตรต่อวัน เฉลี่ยคนไทยใช้พลังงานอยู่ที่ 5 ลิตรต่อคนต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลก ที่ 6 ลิตรต่อคน และพลังงานกว่า 40% ของไทยถูกนำไปใช้ในระบบขนส่ง โดยโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและขนส่งของประเทศไทย ได้แก่ เครื่องบินจดทะเบียนประมาณ 300 ลำไม่รวมเครื่องของต่างประเทศ มีสนามบิน 35 แห่ง รถยนต์ รถบรรทุก และรถจักรยานยนต์ รวมกันประมาณ 45 ล้านคัน สถานีบริการน้ำมัน 26,000 แห่ง แบ่งเป็นสถานีบริการที่มีแบรนด์ประมาณ 10,000 แห่ง และสถานีบริการอิสระหรือปั๊มที่ไม่มีแบรนด์อีก 16,000 แห่ง เรือจดทะเบียนประมาณ 900 ลำ และมีท่าเรือพาณิชย์หลัก ได้แก่ แหลมฉบัง, มาบตาพุด และคลองเตย


