วีระศักดิ์ แง้มไอเดียประกัน 3 ชั้นพร้อมดูแลสายใช้ชีวิตคุ้ม ลุยเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากแนวคิดในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเที่ยวไทยจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือเหยียบแผ่นดิน ในอัตรา 450 บาทต่อคนนั้น เบื้องต้นขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 30 วันตามที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้นโยบายไว้ว่า ต้องการให้รับฟังข้อคิดเห็นจากผู้อยู่ในแวดวงแบบตัวจริงมากที่สุด ไม่ใช่เพียงการสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น โดยเบื้องต้นเชื่อมั่นว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 450 บาทนี้ ไม่ได้เป็นตัวเลขที่ส่งผลกระทบกระเทือนกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากในหลายประเทศก็มีการจัดเก็บค่าธรรมในลักษณะนี้เดียวกัน
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาตินี้ คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับแผ่นดินประเภทนอกงบประมาณสูงถึงเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ภาคการท่องเที่ยวจะมีกองทุนขนาดใหญ่เช่นนี้ จึงมีข้อเสนอให้บริหารจัดการเงินก้อนนี้ด้วยความโปร่งใสระดับสูงในรูปแบบ Open Government ผ่านการตั้งคณะกรรมการวงที่สอง ในรูปแบบการดึงกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้าร่วมทำงานในการรับรู้กระบวนการใช้จ่ายหรือการบริหารงบประมาณแบบทุกขั้นตอน พร้อมเปิดกล้องวงจรปิดถ่ายทอดการประชุมเพื่อความโปร่งใส อย่างการมีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของระบบอย่างน้อยในรัฐบาลนี้ที่ริเริ่มการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชนร่วมรับผิดชอบด้วย
“ในช่วงที่เราต้องการมุ่งสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทำให้คนที่ไม่พร้อมจ่ายเงินในส่วนนี้ อาจเป็นการบอกใบ้อะไรให้กับประเทศไทยได้บ้าง ทำให้เราต้องกลั้นใจในการดำเนินการ เพราะอาจสูญเสียตลาดอ่อนไหวในด้านราคาไปบ้างในจำนวหนึ่ง แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่า หากสามารถพัฒนาให้ซัพพลายดีได้ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความต้องการ (ดีมาดน์) ของนักท่องเที่ยว มีความต้องการเข้ามาแน่นอน เพราะทุกคนชื่นชอบของดีมีคุณภาพทั้งนั้น” นายวีระศักดิ์ กล่าว
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ในความกังวลด้านขั้นตอนการจัดเก็บ หรือความไม่สะดวกจนติดขัดบริเวณหน้าด่านเข้าประเทศนั้น เบื้องต้นมีการออกแบบทางเลือกการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมที่ยืดหยุ่น เพื่อไม่ให้การจัดเก็บเงินกลายเป็นอุปสรรคสร้างคอขวดสะสมที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ได้แก่ การเก็บผ่านสายการบิน รูปแบบขายพ่วงเป็นบริการเสริม (Enhance Service) นอกเหนือตั๋วเครื่องบิน โดยสายการบินสามารถหักส่วนแบ่งค่าบริการจัดการได้ หรือใช้ระบบ ต.ม.6 ออนไลน์ ซึ่งผู้เดินทางต้องลงทะเบียนและกดชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ก่อนออกเดินทางหรือเมื่อเดินทางถึงไทยก่อนแสดงหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หรือผ่านช่องทางสำรองในสนามบิน ติดตั้งตู้คีออส (Kiosks) และติด QR Code ชำระเงินตามฝาผนังอาคารสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชำระเงินล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศให้มากที่สุด
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในรูปแบบการจัดทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แบ่งออกเป็น 3 ชั้นหลัก ได้แก่ 1.คุ้มครองพื้นฐานคนเข้าเมือง เงินส่วนหนึ่งจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจะถูกนำไปซื้อประกันภัยคุ้มครองอุบัติเหตุและการรักษาพยาบาลฉุกเฉินสำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีที่ต้องนำเงินภาษีของประชาชนคนไทยไปแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลให้แก่ชาวต่างชาติในโรงพยาบาลรัฐ 2.ประกันภัยที่เพิ่มการคุ้มครองมากขึ้นโดยเฉพาะกิจกรรมเสี่ยงภัยสูง อย่างการดำน้ำลึก ปีนหน้าผา กระโดดบันจี้จัมพ์ จะมีการกำหนดระเบียบให้นักท่องเที่ยวต้องซื้อประกันภัยเพิ่มหน้าแหล่งท่องเที่ยว ผ่านระบบ QR Code ของผู้ให้บริการท่องเที่ยวในพื้นที่ และ 3. คุ้มครองความรับผิดชอบจากยานพาหนะควบคุมเอง กำหนดให้ผู้เดินทางต้องซื้อประกันภัยเพิ่มเติมเมื่อทำธุรกรรมเช่าและขับขี่ยานพาหนะเอง ทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์ เจ็ตสกี หรือโดรน เพื่อให้สามารถคุมความรับผิดชอบในกรณีที่ก่อความเสียหายหรืออุบัติเหตุแก่บุคคลอื่นได้
“แนวทางนี้จะช่วยเปลี่ยนเด็กกดปุ่มหรือผู้ดูแลกิจกรรมให้กลายเป็นนายหน้าประกันภัยที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีรายได้จากค่าคอมมิชชัน และเข้าสู่ระบบภาษีสรรพากร ทำให้รัฐสามารถจัดเก็บฐานข้อมูลจำนวนแรงงานในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวได้อย่างแม่นยำ จากเดิมที่ประเมินตัวเลขแบบกว้างๆ ไว้ที่ 4 ล้านคนอยู่อย่างนั้น เป็นการทำงานร่วมกับบริษัทประกันมากขึ้นตามแนวทางของรองนายก เพราะสามารถคำนวณผลในเชิงคณิตศาสตร์ วิทยาศาตร์ ที่แสดงสถิติออกมาเป็นตัวเลขอย่างชัดเจนได้” นายวีระศักดิ์ กล่าว

