ชิ้นส่วนยานยนต์ฯ หนุน ‘อนุทิน’ ถกค่ายรถญี่ปุ่น รั้งฐานผลิตไทย ชี้ยังไร้สัญญาณ ‘โตโยต้า’ ย้ายอินโดฯ จับตาภาษีสรรพสามิตอุดช่องว่างต้นทุน
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม นายสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ ‘มติชน’ ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวโตโยต้าเล็งย้ายฐานการผลิตไปอินโดนีเซีย ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข่าวหรือข้อมูลยืนยันจากโตโยต้าโดยตรง เห็นเป็นเพียงรัฐบาลและรัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียออกมาเชิญชวนและแสดงท่าทีต้อนรับการลงทุนของโตโยต้าเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการที่รัฐบาลประเทศต่างๆ พยายามเชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศ เพราะแต่ละประเทศต้องการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศของตัวเอง เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ทำหน้าที่เชิญชวนนักลงทุนจากเยอรมนี สหรัฐอเมริกา จีน และประเทศอื่นๆ เข้ามาลงทุน
นายสุพจน์ ระบุว่า ทั้งนี้ สำหรับประเด็นที่ผู้ผลิตยานยนต์ในประเทศออกมาเรียกร้องให้มีการปรับภาษีสรรพสามิตนั้นไม่ได้เป็นข้อเรียกร้องของโตโยต้าเพียงค่ายเดียว แต่เป็นมติร่วมของสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) เนื่องจากผู้ผลิตยานยนต์ทุกค่ายที่ลงทุนในไทยมีโรงงานประกอบและต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ ทั้งนี้ โครงสร้างภาษียานยนต์นำเข้ามี 2 ส่วน คือภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิต ซึ่งไทยมีเอฟทีเอกับหลายประเทศ ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าบางกลุ่ม ได้รับสิทธิภาษีศุลกากร 0% อย่างไรก็ตาม การใช้ยานยนต์ที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศไทยจึงต้องเสียภาษีสรรพสามิตซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้เอฟทีเอ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่ามีนโยบายในการควบคุมสินค้าฟุ่มเฟือยในประเทศอย่างไร
“ผมเข้าใจว่าคงไม่ใช่โตโยต้าค่ายเดียว อันนี้เป็นมติร่วมของสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) ซึ่งหมายถึงว่าผู้ผลิตยานยนต์ทุกค่ายมีมติเป็นเสียงส่วนใหญ่ว่าอยากจะให้มีการทบทวนตัวภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ” นายสุพจน์กล่าว
นายสุพจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV นำเข้าต้องเสียภาษีสรรพสามิต 10% ขณะที่ EV ที่ผลิตในไทยและทำตามเงื่อนไขของกรมสรรพสามิตเสียภาษีที่ 2% โดยยานยนต์ที่ผลิตในไทยต้องใช้แบตเตอรี่หรือชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ เช่น ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) อินเวอร์เตอร์ หรือ Traction Motor อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างภาษี 8% ยังไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนการผลิตที่แตกต่างกัน โดยรถ EV ที่ผลิตในไทยมีต้นทุนสูงกว่ารถที่ผลิตในจีนประมาณ 20-30%
“ถ้ามาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เอาชิ้นส่วนมาประกอบ ต้นทุนเป็น 100 บาท แต่ถ้าเป็นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากจีน ต้นทุนแค่ 70 บาท ซึ่งส่วนต่างสรรพสามิต 8% นั้นไม่เพียงพอที่จะชดเชยความแตกต่างของต้นทุนตรงนี้ได้”นายสุพจน์กล่าว
ทั้งนี้ สำหรับแนวทางในการปรับภาษีสรรสามิต นายสุพจน์ กล่าวว่า ในมุมของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เห็นว่าการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตควรมุ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ เพราะผู้ผลิตชิ้นส่วนมีทั้งโรงงาน กระบวนการผลิต การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ การจ้างงาน และการซื้อวัตถุดิบในประเทศ ทั้งเหล็ก อะลูมิเนียม น้ำยาเคมี กาว น้ำมัน รวมถึงวัสดุอื่นๆ อีกทั้งหากมีกำลังการผลิตเหลือก็สามารถผลิตชิ้นส่วนส่งออกไปต่างประเทศได้ ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ได้ทำหนังสือแสดงจุดยืนแล้วว่าเห็นด้วยกับการปรับภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ เพราะจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้คำสั่งซื้อไหลต่อมายังผู้ผลิตชิ้นส่วนตลอดจนห่วงโซ่การผลิตของประเทศได้
นายสุพจน์ กล่าวว่า สำหรับกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมหารือกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น และมีความเป็นไปได้ที่จะพบภาคเอกชนยานยนต์ญี่ปุ่นด้วยนั้น อยากให้พิจารณาถึงความสำคัญของญี่ปุ่นซึ่งมีสัดส่วนยอดผลิตในประเทศไทยมากกว่า 80% ถือเป็นกำลังการผลิตหลักของประเทศ หากสามารถรักษาฐานนักลงทุนกลุ่มนี้ให้ยังดำเนินกิจกรรมการผลิตในประเทศไทยได้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไทยหากรวมกันสร้างรายได้ให้ประเทศได้มากกว่า 12-14% ของจีดีพี นอกจากนี้ เราไม่ได้ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก ขณะที่เทคโนโลยีญี่ปุ่น โดยเฉพาะไฮบริดและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเครื่องยนต์ ยังเป็นเทคโนโลยีที่มีความต้องการในตลาดโลก จึงอยากให้รัฐบาลรักษานักลงทุนกลุ่มนี้ไว้
นายสุพจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแบ่งผู้ผลิตออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ญี่ปุ่น ตะวันตก (ยุโรป-เยอรมัน-อเมริกัน) และจีน โดยญี่ปุ่นเข้ามาตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยมานานกว่า 60 ปี ปัจจุบันมีโรงงานประกอบมากกว่า 10 โรงงาน และมียอดการผลิตสูงที่สุด ขณะที่กลุ่มตะวันตก มีโรงงานประกอบประมาณ 4-5 โรงงาน ส่วนจีนเป็นกลุ่มใหม่ ปัจจุบันมีโรงงานประกอบ 8 โรงงาน แต่เพิ่งเริ่มผลิต โดยปี 2568 จีนผลิตรถ EV ในประเทศไทยได้ประมาณ 70,000 คัน และปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 คัน ซึ่งเมื่อเทียบกับการผลิตรถยนต์ไทยปีละประมาณ 1.5 ล้านคัน จึงยังถือว่าจีนเป็นส่วนน้อยหรือเป็นนิวคัมเมอร์
“มองว่ารัฐบาลก็คงยินดีต้อนรับทั้ง 3 กลุ่ม เพราะการที่นายกฯ จะไปพูดคุยกับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ก็ถือเป็นการดึงดูดนักลงทุน ซึ่งแน่นอนว่าเขามีการลงทุนอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยควรให้ความเป็นธรรม หรือ Fair Treatment ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการกลุ่มใดก็ควรดูแลอย่างเท่าเทียม และเปิดให้แข่งขันกันด้วยคุณภาพและเทคโนโลยี เพื่อให้กลไกตลาดทำงานและให้ผู้บริโภคเป็นผู้เลือก ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดี” นายสุพจน์กล่าว

