สรรพสามิต แจงคืบรื้อเกณฑ์ภาษีรถยนต์ กาง 3 หลักการ เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างหารือรายละเอียดหลักการ เพื่อดำเนินการเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (EV Board) และเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการด้านรายละเอียดเพื่อให้ทันภายในเดือนกันยายน ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตได้รับมอบหลักการ 3 ประการ จากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นแนวทางในแผนปฏิรูปภาษีและขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV ในระยะถัดไป ประกอบด้วย
นายพรชัย กล่าวว่า 1.การนำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุน (Investment-Driven Import) ไทยจะไม่เน้นการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปเข้ามาเพื่อจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นดึงดูดการลงทุนระยะยาว โดยในช่วงเริ่มแรกอาจอนุญาตให้นำเข้ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาเป็นต้นแบบในการศึกษาและทดลองใช้ในประเทศ ก่อนนำไปสู่การเรียนรู้ ยกระดับ และผลิตจริงในประเทศ
2.มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางส่งออก (Regional Export Hub) จากเดิมที่ไทยเคยเป็นจุดศูนย์กลางและประสบความสำเร็จในการส่งออกรถยนต์สันดาปหรือ “Detroit of Asia” ดังนั้นเป้าหมายใหม่คือการขยายขนาดการผลิตและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Regional EV Hub)
และ 3.ยกระดับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) กรมสรรพสามิตจะสนับสนุนให้ห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิตไทยยกระดับทักษะและการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่เพียงงานประกอบพื้นฐาน เช่น การเย็บเบาะหนัง หรือชิ้นส่วนยาง แต่ต้องร่วมมือกับนักลงทุนต่างชาติเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีหลักของระบบรถยนต์ไฟฟ้าไทย
นายพรชัย กล่าวว่า ย้ำว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีรถยนต์ในครั้งนี้ต้องมองเป็นภาพที่มีพลวัตและพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง (Dynamic) ไม่ควรมองแบบภาพนิ่งเฉพาะจุด (Snapshot) ว่าจะลดหรือเพิ่มอัตราภาษีเท่าใด เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นแกนหลักสำคัญของเศรษฐกิจไทยมายาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งประเทศไทยเคยได้รับการขนานนามว่าเป็น Detroit of Asia จากความเชี่ยวชาญในการผลิตและส่งออกรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)
นายพรชัย กล่าวว่า พัฒนาการของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยออกเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ ยุคก่อนปี 2565 ที่เป็นยุคยานยนต์สันดาป ICE เป็นช่วงที่ไทยพึ่งพาการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็น ยุคตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา กระแสโลกเริ่มเกิดพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวีมากขึ้น โดยรับบาลได้ออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการผลิตและใช้รถอีวี ได้แก่ มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 โดยมีเป้าหมายระยะแรกเพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รู้จักและคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ ผ่านการอนุญาตให้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาควบคู่กับเงื่อนไขการตั้งโรงงานผลิตชดเชยในประเทศ
นายพรชัย กล่าวว่า ปัจจุบัน มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีค่ายรถยนต์ชั้นนำระดับโลกเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทยแล้วราว 8–10 แห่ง เช่น BYD, MG และ Great Wall Motor (GWM) เกิดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสะสมกว่า 1.4 แสนล้านบาท มีขีดความสามารถในการผลิตสูงสุดราว 380,000 คันต่อปี มีผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศสะสมประมาณ 1.7 แสนคัน และก่อให้เกิดการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมนี้กว่า 25,000 คน
นายพรชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตมีเป้าหมายรายได้ที่ต้องจัดเก็บในปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ราว 6.1 แสนล้าน และกำลังจะมอบหมายเป้าหมายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ภายในสัปดาห์หน้า โดยพบว่าในปีนี้ ผลการจัดเก็บรายได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี เพิ่มการใช้เครื่องมือทางภาษี เช่น Tax Map แผนที่ภาษีมากขึ้น มีการประกาศราคาขายปลีกแนะนำที่เหมาะสมมากขึ้น ขณะที่ภาษีการบริโภคและภาษีมลภาวะ ซึ่งรวมถึงภาษีแบตเตอรีด้วยนั้น เป็นหน้าที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นผู้ดีแล

