หน้าแรก เศรษฐกิจ ลุ้นผล &#8216...

ลุ้นผล ‘บัตรคนจน’ 30 กันยา ยอดยื่นอุทธรณ์ 4.9 ล้านคน ‘ทีดีอาร์ไอ’ เชื่อศก.ไม่โตต่ำ จี้ตั้งโจทย์เลิกเลี้ยงไข้ผู้ป่วย

2.09.26 | 06:20 น.

ลุ้นผล ‘บัตรคนจน’ 30 กันยา ยอดยื่นอุทธรณ์ 4.9 ล้านคน ‘ทีดีอาร์ไอ’ เชื่อศก.ไม่โตต่ำ จี้ตั้งโจทย์เลิกเลี้ยงไข้ผู้ป่วย

เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเปิดให้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ปี 2569 ระหว่างวันที่ 4-21 มิถุนายน 2569 และเปิดให้ผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติยื่นอุทธรณ์ขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 สิงหาคม 2569 ซึ่งขณะนี้ได้สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นขอทบทวนสิทธิลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ว่า ความคืบหน้าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 05.00 น. พบว่ามีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรวมทั้งสิ้น 9,506,531 ราย ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ เนื่องจากเป็นรายเดิมที่ผ่านคุณสมบัติและเคยยืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 6,366,645 ราย หรือคิดเป็น 67% ของผู้ผ่านคุณสมบัติทั้งหมด


นายวินิจกล่าวว่า สำหรับกลุ่มที่ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ซึ่งประกอบด้วยผู้ผ่านคุณสมบัติรายใหม่และกรณีรายเดิมที่เป็นผู้มอบอำนาจใช้สิทธิเดิม มีจำนวนรวม 3,139,886 ราย หรือคิดเป็น 33% ของผู้ผ่านคุณสมบัติทั้งหมด โดยขณะนี้มีผู้ดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) สำเร็จแล้ว 2,553,825 ราย คิดเป็น 81.3% และในส่วนความคืบหน้าของผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ และประสงค์ต้องการยื่นอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิ 9,314,253 ราย มีผู้ยื่นทบทวนสิทธิแล้ว 4,903,354 ราย คิดเป็น 52.64% ของผู้ที่ต้องลงทะเบียนทบทวนสิทธิ ส่วนการนำเอกสารไปแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังดำเนินการได้ถึงวันที่ 20 กันยายน เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาการยื่นทบทวนสิทธิ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะประกาศผลการทบทวนสิทธิตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วน จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีสื่อต่างประเทศมองความเสี่ยงของประเทศไทย อาจเข้าใกล้สภาวะ Japanification หรือการที่เศรษฐกิจของประเทศเผชิญกับการเติบโตต่ำและอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นเวลายาวนานเหมือนในญี่ปุ่นนั้น เบื้องต้นนิยามเชิงหลักการของภาวะ Japanification คือสภาวะที่ระบบเศรษฐกิจเผชิญการเติบโตในระดับต่ำมากจนใกล้เคียงกับ 0% ควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เคียง 0% ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลเชิงสถิติของไทย พบว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังไม่น่าจะเผชิญความเสี่ยงถึงขั้นนั้น เนื่องจากศักยภาพการเติบโตเฉลี่ยยังสูงกว่ากว่าระดับ 0% ทั้งในปัจจุบัน รวมถึงอนาคตในระยะกลางและยาว

นายนณริฏกล่าวว่า โจทย์สำคัญในการแก้ปัญหาของประเทศไทย ที่รัฐบาลควรดำเนินการไม่ใช่เรื่องของการดูแลเท่านั้น เพราะนโยบายประเภทการเข้าไปดูแลหรือประคองไปเรื่อยๆ เปรียบเสมือนการเลี้ยงไข้ผู้ป่วย ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด หากรัฐบาลปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาว ประชาชนกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และลงท้ายด้วยการที่รัฐต้องทำนโยบายแจกเงินช่วยเหลือไปตลอด ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน โดยแนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้างที่แท้จริงคือ รัฐต้องทำหน้าที่ Empower หรือสร้างเสริมศักยภาพและพลัง เพื่อช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถกลับมายืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างรวดเร็วที่สุดในเกมการแข่งขันของธุรกิจและการหารายได้ของประชาชน

Advertisement