แอตต้า ชี้หั่นวีซ่าเหลือ 30 วันเหมาะสมแล้ว หวังปิดช่องทุนเทา บี้รัฐแก้ปัญหาแข็งขัน
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร ประธานที่ปรึกษาและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ชี้จากกรณีที่รัฐบาลได้ปรับเกณฑ์มาตรการวีซ่าพำนักในประเทศที่ปัจจุบันกำหนดไว้เบื้องต้นที่ 30 วัน จากเดิมพำนักในไทยสูงสุดได้ถึง 60 วันนั้น ถือว่ามีความเหมาะสมและเพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวแล้ว ไม่ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาใด เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่แท้จริงส่วนใหญ่จะใช้เวลาเดินทางเฉลี่ยเพียง 7 ถึง 10 วัน หรือไม่เกิน 15 ถึง 20 วันเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม การอนุญาตให้ชาวต่างชาติพำนักในประเทศเป็นระยะเวลายาวนานเกินไป อาทิ 2-3 เดือน ถือเป็นความเสี่ยงที่อาจทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่หวังดีหรือกลุ่มทุนสีเทา ซึ่งมักใช้ช่องโหว่นี้แฝงตัวเข้ามาทำมาหากินและทำธุรกิจอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า ปัญหาการแฝงตัวเข้ามาทำมาหากินในคราบนักท่องเที่ยวต่างชาติ คือ เมื่อได้รับสิทธิหรือช่องทางพำนักในประเทศไทยเป็นระยะเวลานานเกินไป กลุ่มคนเหล่านี้จะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้แฝงตัวเข้ามาทำมาหากินหรือทำธุรกิจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แทนที่จะเข้ามาเพื่อท่องเที่ยวเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะกลายมาเป็นคู่แข่งโดยตรงกับคนท้องถิ่น เพราะจะผันตัวเข้ามาทำธุรกิจเพื่อแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยและคนไทยในพื้นที่โดยตรง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนทำให้ประชาชนคนไทยในพื้นที่ต่างก็รับรู้ถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี แต่กลับยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง จึงมองว่า รัฐบาลควรเร่งเอาผิดกลุ่มทุนต่างชาติที่ไม่ได้เข้ามาลงทุนในรูปแบบที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา แต่ใช้วิธีการดำเนินธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบคนไทยและสิทธิของคนไทยให้เร็วที่สุด
นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า ในด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศไทยยังคงติดลบ ซึ่งความปลอดภัยถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสำคัญสูงสุด แต่ภาพลักษณ์ความปลอดภัยของไทยในสายตาชาวโลกในปัจจุบันยังไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ดีขึ้น เนื่องจากข่าวสารเชิงลบที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุทางถนน เหตุไฟไหม้ หรือเหตุการณ์อาชญากรรม โดยเฉพาะคดีสองพี่น้องชาวรัสเซียที่ตกเป็นข่าวในต่างประเทศ ถือเป็นกระแสเชิงลบที่แรงมากๆ ซึ่งสื่อต่างประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะในตลาดสำคัญอย่างประเทศจีน สามารถเข้าถึงและกระจายข่าวสารเชิงลบเกี่ยวกับประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว บางครั้งอาจเร็วกว่าคนในประเทศที่รับรู้ข่าวสารข้อมูลด้วยซ้ำ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนตัดสินใจหลีกเลี่ยงประเทศไทย และหลั่งไหลไปท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนามแทน เนื่องจากได้รับการยอมรับในเรื่องความปลอดภัยที่สูงกว่าและมีระดับราคาที่เข้าถึงได้ ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากังวลมาก
นายศิษฎิวัชร กล่าวว่า ตอนนี้รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ซึ่งมองว่าเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในการสั่งการและควบคุมทิศทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดลงมือปฏิบัติงานร่วมกัน โดยนายกฯ จะต้องเข้ามาทำความเข้าใจรายละเอียดของปัญหาภาพลักษณ์เชิงลบที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งและละเอียดอ่อน สั่งการแก้ไขปัญหาเพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยให้ชาวโลกเห็น ทั้งหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ไขปัญหาความไม่ปลอดภัยต่างๆ เพื่อทำให้คนทั่วโลกรับรู้และมั่นใจว่า ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยว ปลอดภัย และไม่มีความเสี่ยง
“นายกฯ ต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุนที่ตรงไปตรงมา ปกป้องสิทธิของคนไทยและดูแลความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ต้องไม่เปิดทางให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในลักษณะที่เอารัดเอาเปรียบคนไทย โดยจะต้องมีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจนในการสกัดกั้นกลุ่มคนที่ไม่หวังดี และมุ่งรักษาแผ่นดินของไทย รวมถึงสิทธิของประชาชนคนไทยเป็นสำคัญ เนื่องจากยังหวังว่า ภาคการท่องเที่ยวจะเดินหน้าได้ดีขึ้น โดยเฉพาะระยะสั้นอย่างไตรมาส 4/2569 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แล้ว” นายศิษฎิวัชร กล่าว

