พณ.เผยธุรกิจใช้สิทธิเอฟทีเอ 6 เดือน แตะ 1.57 ล้านล้าน ชี้ไทย-EFTA ตลาดใหม่ปี 70
เมื่อวันที่ 3 กันยายน นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 รวม 48,069.03 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.33% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 80.83% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดย อันดับหนึ่ง ส่งออกไปอาเซียน ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 15,937.55 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 67.50% อันดับสอง ใช้สิทธิภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 14,264.11 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนใช้สิทธิ 94.50% อันดับสาม ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,110.17 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 78.73% อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,819.69 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนใช้สิทธิ85.86% และอันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,027.47 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนใช้สิทธิ 59.03%
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก เดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ได้แก่ ทุเรียนสด ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ และเครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ
เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียนสด เนื้อไก่ปรุงแต่ง น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่นๆ ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง ฝรั่ง/มะม่วง/มังคุดรวม 13,149.59 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 27.36% ของมูลค่าการใช้สิทธิ ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมใช้สิทธิสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง รวม 34,919.43 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 72.64%
นางอารดากล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การค้าในยุคใหม่จำเป็นต้องลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้า ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ภาครัฐจะเร่งผลักดัน FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้แก่ผู้ประกอบการไทย ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เน้นคุณภาพ มาตรฐาน และความแตกต่างของสินค้า พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศและถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA อย่างเต็มที่ ถึง 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ และยังจะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญเชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดศักยภาพทั่วโลก ล่าสุดเดือนสิงหาคม กรมนำผู้ประกอบการ SMEs เดินทางสู่ 3 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย ภายใต้โครงการ Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และเตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA คาดว่าจะมีผลใช้บังคับในต้นปี 2570 โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ เป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม ขณะที่อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเติบโตต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเจรจาซื้อขายกับผู้นำเข้า พร้อมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเรียนรู้กฎระเบียบในพื้นที่จริง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA และขยายธุรกิจในระยะยาว

