หน้าแรก เศรษฐกิจ คลังเผย ประกั...

คลังเผย ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ได้สิทธิอัตโนมัติ 30 ล้านครัวเรือน คุ้มครองสูงสุด 7.5 หมื่นล้านทั่วไทย

3.09.26 | 14:18 น.
น้ำท่วมน่าน 2569

คลัง-คปภ. ดัน โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครองอัตโนมัติ 30 ล้านหลังคาเรือน หวังโยกความเสี่ยงพ้นงบรัฐ เล็งคิกออฟภายในปี 69

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายลวรณ แสนสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการ โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติแทนการเยียวยาหลังเกิดภัย ว่ากระทรวงการคลังและสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำลังเร่งหารือรายละเอียดร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มต้นโครงการได้ภายในปี 2569 อย่างไรก็ดี การปฏิรูปแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางภัยพิบัติของประเทศครั้งนี้ ถือเป็นกลไกที่ย้ายความเสี่ยงจากเดิมที่ภาครัฐต้องแบกรับไว้เองทั้งหมดไปสู่ระบบประกันภัย ซึ่งจะช่วยบริหารความเสี่ยงและทำให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะงบกลาง มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ หลักการของระบบประกันภัยพิบัตินี้ รัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการทำประกันภัยให้แก่ที่อยู่อาศัยของประชาชนทุกหลังทั่วประเทศ ซึ่งประเมินว่า ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน โดยที่ประชาชนไม่ต้องเข้ามาลงทะเบียนหรือดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทุกหลังจะได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์นี้โดยอัตโนมัติ


“โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติมองว่าเป็นเรื่องดี คือเอาความเสี่ยงที่รัฐบาลรับไว้เองทุกปี เสี่ยงมากเสี่ยงน้อยแต่ละปีก็ไม่เท่ากัน แล้วก็เกิดเมื่อไหร่ก็ตาม ไม่รู้หรอกภัยพิบัติจะเกิดรุนแรงแค่ไหน ก็ต้องมาใช้เงินงบประมาณ ซึ่งคือเงินงบกลาง ทั้งนี้ รัฐบาลทำประกันให้หมด 30 ล้านหลัง วันนี้ประเมินว่ามีบ้านอยู่ 30 ล้านหลัง ทุกหลังได้สิทธิรับประกันเลย” นายลวรณกล่าว

นายลวรณกล่าวว่า ที่ผ่านมาเมื่อเกิดภัยพิบัติแต่ละครั้ง รัฐบาลต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติและใช้เงินงบประมาณเพื่อการเยียวยาประชาชน ซึ่งเฉลี่ยแล้วกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีภาระการจ่ายเงินเยียวยาภัยพิบัติสูงถึงประมาณปีละ 30,000 ล้านบาท อีกทั้งในแต่ละปีความรุนแรงของภัยพิบัติก็ไม่เท่ากัน ทำให้การจัดตั้งและบริหารงบกลางเพื่อกรณีนี้ทำได้ยาก สำหรับการเปลี่ยนสู่กลไกประกันภัย ภาครัฐจะปรับเปลี่ยนมาจ่ายเบี้ยประกันภัยรวมประมาณปีละ 15,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับวงเงินคุ้มครองความเสียหายที่ครอบคลุมสูงถึง 75,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นโมเดลที่คุ้มค่าและช่วยควบคุมความผันผวนของงบประมาณภาครัฐได้ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มต้นโครงการได้ภายในปี 2569

นายลวรณกล่าวต่อว่า สำหรับข้อสอบถามถึงสาเหตุที่บริษัทประกันภัยกล้ารับประกันความเสียหายขนาดใหญ่นี้ได้อย่างไรว่า หลักการของระบบประกันภัยจะไม่ประเมินความเสี่ยงแบบปีต่อปี แต่จะประเมินในระยะยาว 5-10 ปี เนื่องจากความเสียหายจากภัยพิบัติจะมีความผันผวน บางปีรุนแรง บางปีแทบไม่มีความเสียหาย ส่งผลให้ระบบประกันภัยมีทั้งปีที่บวกและลบสลับกันไป จึงมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทยจะเป็นผู้รับประกัน จะมีกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการจัดทำประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศเพื่อส่งออกและกระจายความเสี่ยงไปสู่ตลาดประกันภัยสากล ไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในประเทศไทย

Advertisement

“หลักประกันเขาไม่ได้ดูปีต่อปี เขาต้องดูยาวๆ 5 ปี 10 ปี เพราะฉะนั้นปีนี้อาจจะเกิดรุนแรง ปีนี้อาจจะไม่เกิดอะไร ก็มีปีที่บวกกับปีที่ลบ ประกันภัยต้องดูยาวๆ แต่อีกเรื่องหนึ่งก็ต้องมีการบริหารว่าเขาจะ Reinsurance เท่าไหร่ ความเสี่ยงก็จะไปต่างประเทศ เพราะฉะนั้นเป็นการบริหารจัดการด้วยกลไกของระบบประกันภัย ซึ่งผมว่าก็เป็นเรื่องดีที่จะได้มีการเอาความเสี่ยงที่ภาครัฐถือไว้ เนี่ยเอาไปสู่ระบบประกัน” นายลวรณกล่าว

นายลวรณกล่าวอีกว่า โครงการนี้มีจุดเด่นคือจะช่วยให้ประชาชนได้รับการเยียวยาที่รวดเร็วขึ้นและอาจได้รับการชดเชยที่สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น โดยกระบวนการเคลมประกันภัยจะใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยตรวจสอบ เช่น การใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมเพื่อยืนยันสถานการณ์น้ำท่วมจริงในพื้นที่ ซึ่งจะลดขั้นตอนการประเมินและการรอคอยของประชาชนลงอย่างมาก

สำหรับขั้นตอนการจ่ายสินไหมทดแทน นายลวรณอธิบายว่า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วน และ 2.การจ่ายตามความเสียหายจริง ประเมินความเสียหายของตัวทรัพย์สินและโครงสร้างที่อยู่อาศัยตามความเป็นจริงเพื่อจ่ายเพิ่มเติม โดยกำหนดวงเงินชดเชยรวมกันสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท