หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ กางกล...

เอกนิติ กางกลยุทธ์ 3 เสาเปลี่ยนผ่านศก. เน้นลงทุนเสริมแกร่งโครงสร้างประเทศสู่ยุคโลกแตกขั้ว

3.09.26 | 18:10 น.

เอกนิติ กางกลยุทธ์ 3 เสาเปลี่ยนผ่านศก. เน้นลงทุนเสริมแกร่งโครงสร้างประเทศสู่ยุคโลกแตกขั้ว

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ : “Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” ภายในงาน Beyond ESG THAILAND TRANSITION #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย ว่า โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมากและผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงสงครามการค้าที่นำไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้าและการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขทางการค้าตามความพึงพอใจของกลุ่มประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมีลักษณะเลือกข้างอย่างชัดเจน จากที่เคยค้าขายเสรีแต่ก็ไม่เป็นเหมือนเดิมแล้ว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านตัวเองให้เร็ว เพื่อคว้าโอกาสจากสถานการณ์นี้ให้ได้ โดยความผันผวนทางเศรษฐกิจต่างๆ นี้ ส่งผลให้เกิดการเติบโตแบบ K-Shape คือ ใครจับกระแสการเปลี่ยนผ่านได้ก็อยู่ครึ่งบนของเคเชฟ แต่ใครที่ตามกระแสไม่ทันจะอยู่ส่วนล่างของตัวเค ทำให้การออกนโยบายเศรษฐกิจของไทย ต้องมุ่งเน้นไปที่การดูแลกลุ่มเปราะบาง หรือคนฐานล่างของสังคมที่เกาะกระแสขาขึ้นไม่ทัน เพื่อให้มีโอกาสปรับตัวเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกันได้


นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนผ่าน แบ่งออกเป็น 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1.Stabilize Today การพยุงก่อนในทันที เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้น จึงมีโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ช่วยพ่อค้าแม่ค้าตามท้องถนนที่แบกรับภาระต้นทุนสูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น นำเทคโนโลยีเข้าไปสอนให้กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยขายของผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ช่วยเปลี่ยนช่องทางการขายจากเดิมที่มีลูกค้าเฉพาะกลุ่มในซอยหรือหมู่บ้าน ให้สามารถขายออนไลน์ได้ทั่วประเทศ 2.Transition Now การเร่งเปลี่ยนผ่านทันที แม้ธรรมชาติของมนุษย์จะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่หากปฏิเสธการปรับตัวก็จะต้องถูกบีบให้ออกจากตลาดไปในที่สุด และ 3.Invest for Tomorrow การลงทุนเพื่ออนาคต การตัดสินใจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานท่ามกลางการเปลี่ยนทิศทางของโลกไปสู่พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสมัยใหม่ และเทคโนโลยีขั้นสูง เหมือนในอดีตที่ประเทศไทยเคยผ่านพ้นวิกฤตและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการตัดสินใจลงทุนเพื่ออนาคตล่วงหน้า

“การที่ประเทศไทยตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยี 5G ล่วงหน้าก่อนประเทศอื่น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการลงทุน และสนับสนุนให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ รวมถุงครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์ม YouTube และ TikTok สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล หากประเทศไทยไม่มี 5G และไม่พัฒนาไปสู่ 6G ในอนาคต ประเทศก็จะไม่สามารถรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้ โดยจะไม่ทำก็ได้ ไม่ทำก็สบายดี แต่ประเทศไทยและคนไทย อาจเป็นเคเชฟขาลง วันนี้เราต้องการให้ประเทศไทยเป็นเคเชฟขาขึ้น จึงเน้นลงทุน ลงทุน และลงทุน รวมถึงขับเคลื่อนให้การลงทุนมาช่วยดันเศรษฐกิจ เพราะการบริโภคกินแล้วก็หมดไป แต่การลงทุนเป็นการสร้างรายได้ในอนาคต” นายเอกนิติ กล่าว

Advertisement

นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจโลกก้าวเข้าสู่ยุค New Horizon หรือ ขอบฟ้าใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนและแตกต่างจากอดีต ที่สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น มีสัดส่วนมูลค่าจีดีพีรวมกันสูงถึง 60% ของโลก แต่ในปัจจุบันสัดส่วนนี้ลดลงเหลือเพียง 20-30% เนื่องจากประเทศในฝั่งเอเชียเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ หรือโลกแตกขั้ว แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติจึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้นักลงทุนไม่ได้เลือกย้ายไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุดหรือมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและเสถียรภาพ ซึ่งไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความปลอดภัยและมีความเสถียรด้านพลังงานไฟฟ้าค่อนข้างสูง ทำให้ยุทธศาสตร์ใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภายใต้ความร่วมมือของบอร์ดบีโอไอ จึงไม่ได้ตั้งเป้าหมายอยู่เพียงแค่จำนวนตัวเลขใบสมัครขอรับการส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น แต่จะมุ่งพิจารณาและคัดเลือกอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บุคลากรและระบบเศรษฐกิจของไทยโดยตรง

นายเอกนิติ กล่าวว่า 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในการเปลี่ยนผ่านประเทศ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ 2.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสงครามการค้าทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศไม่สามารถส่งสินค้าไปจำหน่ายยังสหรัฐได้โดยตรง ประกอบกับข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ในกรอบอาเซียนที่ทำให้ไทยไม่สามารถปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าทั่วไปได้ รัฐบาลจึงเตรียมปรับใช้กลไกภาษีสรรพสามิต แทนการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าทั่วไป เพื่อรักษาสมดุลทางการแข่งขันและป้องกันไม่ให้รถยนต์นำเข้าสำเร็จรูปเข้ามาทำลายตลาดรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศ รวมถึงกำหนดเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ที่ขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่สัดส่วน 40-50% เพื่อสนับสนุนการสร้างห่วงโซ่การผลิตในไทย และ 3.อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ซึ่งความมั่นคงทางพลังงานถือเป็นประเด็นเร่งด่วนของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนค่าไฟฟ้าของไทยกว่า 65% มาจากการพึ่งพาการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติ ที่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ทำให้เมื่อเกิดสงคามที่ดันราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จึงส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดต้องขาดดุลแล้ว เฉพาะไตรมาส 2/2569 เพียงไตรมาสเดียว ขาดดุลสูงกว่า 6 แสนล้านบาท

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในเรื่องพลังงานจะเห็นว่า นักลงทุนต่างชาติยุคใหม่ต้องการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต ไม่ใช่เพียงแค่ไฟฟ้าที่เสถียรอย่างเดียวอีกต่อไป จึงจำเป็นต้องเร่งการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์และระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) เพื่อควบคุมระดับหนี้สาธารณะของประเทศไม่ให้สูงเกินไปจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยสามารถพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินในตลาดทุนอย่างกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย มาเป็นกลไกหลักในการระดมทุนเพื่อการลงทุนในอนาคตได้ ต้องเน้นการลงทุนรับมือโลกที่เปลี่ยนไป รวมถึงรัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ด้วยการอุดหนุนเงินทุนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (Solar Rooftop) เพื่อให้ประชาชนฐานล่างที่ได้รับผลกระทบสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองภายในครัวเรือนเพื่อลดภาระค่าครองชีพ และสามารถจำหน่ายกระแสไฟฟ้าส่วนเกินกลับคืนเข้าสู่ระบบให้แก่การไฟฟ้าเพื่อสร้างรายได้เสริมได้ด้วย