เอกนิติ จัดทัพศก. ดันจีดีพีโต 5% ปลุกไทยสู่ประเทศรายได้สูงปี 80 จับมือแบงก์ชาติคุมหลังบ้าน รักษาเสถียรภาพคลัง ดันหุ้นไทยแตะ 1,600 จุด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปิดการประชุม Bangkok Business Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า รัฐบาล และภาคเอกชนมีเป้าหมายร่วมมือในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายในปี 2580 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการลงทุน (Investment)เป็นตัวนำ และต้องใช้เวลาในการคว้าโอกาสแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ขยายตัวเฉลี่ย 5% ต่อปี เพื่อยกระดับรายได้ต่อหัวประชากรให้ทะลุเกณฑ์มาตรฐานใหม่จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 8,000 – 9,000 ดอลลาร์ต่อปี ให้ขยับขึ้นไปแตะ 15,000 ดอลลาร์ต่อปี
นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้งนี้ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ (Entering New Horizon) และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ทำให้กระแสเงินทุน และการค้า เบนเข็มมายังภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ในฐานะพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) ที่บริษัทระดับโลกต้องการเข้ามาลงทุน และประเทศไทยต้องรู้จักคว้าโอกาสนี้ ควบคู่ไปกับการสร้างความยืดหยุ่น และภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลได้วางแนวยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาพรวมภายใต้นโยบายการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน (Investment-led Growth Policy) และเปรียบเทียบการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นตำแหน่งใน “ทีมฟุตบอล” โดยให้ภาคเอกชนทำหน้าที่เป็นกองหน้าตัวรุกทำประตูขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย(Target Sectors)ได้แก่ เกษตรมูลค่าสูง อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ ศูนย์กลางทางการแพทย์ การค้าการลงทุน การท่องเที่ยวคุณภาพ และการค้าส่งค้าปลีก เพื่อเร่งสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนภาครัฐจะเป็นกองกลางตัวจ่ายบอล เพื่อช่วยสนับสนุน ขับเคลื่อน และปลดล็อกข้อติดขัด (Fast Pass)ให้ภาคธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีตนกำกับดูแลด้านการส่งเสริมลงทุน นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำกับดูแลด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการค้า นายยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านการปฏิรูป และปลดล็อกกฎหมายกฎระเบียบ
ขณะที่กองหลังจะเป็นการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การกำกับของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และการรักษาวินัยทางการคลังให้แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น (Confidence) ให้กับให้กับนักลงทุนต่างชาติ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้เริ่มสะท้อนความสำเร็จจากตัวเลขสถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน(BOI)ในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัว 10% และในไตรมาส 2/2569 ที่ขบายตัว 14.4% สูงสุดในรอบ 13 ปี ส่วนความแข็งแกร่งทางการเงิน และการคลังช่วยดึงเม็ดเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มากกว่า 70,000 ล้านบาท และดันดัชนีจาก 1,300 จัดขึ้นมาแตะระดับ 1,600 จุด ท่ามกลางภาวะตลาดพันธบัตรโลกที่มีความผันผวนสูง
นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(JPBC) โดยเจตนาตัดตัวอักษร C (Consultationการ หรือให้คำปรึกษา) ออกจากชื่อคณะกรรมการเดิม(JPPCC) เพื่อปรับแนวคิดให้มุ่งเน้น การลงมือปฏิบัติร่วมกันจริง (Action-oriented)และไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การปรึกษาหารือเท่านั้น พร้อมวางระบบการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้มีการรายงานความคืบหน้าทุก 2 เดือน ส่วนด้านการยกระดับบทบาทในเวทีสากลประเทศไทยเตรียมก้าวเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบาย(Agenda Setter)ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีIMF-WBG Annual Meetingsในช่วงวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพที่เดิมเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี และในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นวันนวมินทรมหาราช เตรียมจัดนิทรรศการ Thailand Pavilion เพื่อเผยแพร่หลักการทรงงาน “ระเบิดจากข้างใน” สู่สายตาชาวโลก

