พพ. ผนึก 7 หน่วยงาน เกษตร-สิ่งแวดล้อม วางกรอบ 5 ปี ดันเกษตรไทยสู่ Low Carbon
เมื่อวันที่ 4 กันยายน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ผนึกกำลัง 7 หน่วยงานด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม วางกรอบความร่วมมือ 5 ปี เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนในภาคเกษตร ตั้งแต่การผลิตพืช ข้าว ปศุสัตว์ ไปจนถึงประมง โดยมุ่งลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับภาคเกษตรไทยสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
น.ส.นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในภาคเกษตร” ร่วมกับ 7 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) หรือกรมโลกร้อน เพื่อบูรณาการงานด้านพลังงาน เกษตร และสิ่งแวดล้อมให้เกิดผลในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
น.ส.นันธิกา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะนำเรื่องพลังงานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตทางการเกษตรมากขึ้น ตั้งแต่การวิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงาน การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจนการนำพลังงานทดแทนมาใช้ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดย พพ.จะสนับสนุนข้อมูล สาธิตเทคโนโลยี ให้คำปรึกษา รวมถึงตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานของกลุ่มเป้าหมาย ก่อนเลือกเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตรประสิทธิภาพสูง รวมถึงอุปกรณ์ที่มีฉลากแสดงประสิทธิภาพด้านพลังงาน
“โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้องค์ความรู้ด้านพลังงานเชื่อมกับภาคเกษตรและเกิดผลในพื้นที่จริง ทั้งการลดต้นทุนด้านพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน” น.ส.นันธิกา กล่าว
น.ส.นันธิกา กล่าวว่า สำหรับบทบาทของแต่ละหน่วยงาน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะสนับสนุนข้อมูลสถิติ ดัชนีเศรษฐกิจ ผลการศึกษาและการวิเคราะห์ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนและประเมินผลมาตรการด้านพลังงาน ขณะที่กรมวิชาการเกษตรจะเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพืชกับเทคโนโลยีพลังงานที่สามารถช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
น.ส.นันธิกา กล่าวว่า ด้านกรมส่งเสริมการเกษตรจะทำหน้าที่ส่งเสริมและขยายผลเทคโนโลยีไปยังเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ส่วนกรมปศุสัตว์จะมุ่งเน้นการจัดการฟาร์มและนำของเสียจากสัตว์มาใช้ประโยชน์ เช่น การผลิตก๊าซชีวภาพ ขณะที่กรมประมงจะส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
สำหรับกรมการข้าว จะนำข้อมูลและงานวิจัยด้านการผลิตข้าวมาเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานทดแทน เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมรูปแบบการทำนาที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
น.ส.นันธิกา กล่าวว่า การดำเนินงานจะคำนึงถึงความแตกต่างของกิจกรรมทางการเกษตร ทั้งพืช ข้าว ปศุสัตว์ และประมง จึงไม่สามารถใช้เทคโนโลยีหรือรูปแบบเดียวกันได้ทั้งหมด โดยแต่ละหน่วยงานจะร่วมกันคัดเลือกพืชเศรษฐกิจ พืชสวน พืชไร่ ข้าว รวมถึงพื้นที่เพาะปลูก ฟาร์มปศุสัตว์ และสถานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีศักยภาพ เพื่อนำมาต่อยอดการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
น.ส.นันธิกา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน พพ.และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือกรมโลกร้อน จะร่วมเชื่อมโยงการใช้พลังงานเข้ากับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยกรมโลกร้อนจะสนับสนุนองค์ความรู้ด้านนโยบาย แผน และมาตรการภายใต้ NDC รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลกิจกรรมเพื่อประเมินการปล่อยและการลดก๊าซเรือนกระจก
น.ส.นันธิกา กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือการพัฒนาระบบ Measurement, Reporting and Verification (MRV) หรือระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูล เพื่อให้ภาคเกษตรมีข้อมูลที่สามารถใช้ประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ และนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ โดยการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดทั้งต้นทุนการผลิตและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ทั้งนี้ หน่วยงานทั้ง 8 แห่งจะร่วมกันเผยแพร่องค์ความรู้ รณรงค์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตลอดกรอบความร่วมมือ 5 ปี เพื่อเชื่อมโยงงานด้าน “พลังงาน–เกษตร–สิ่งแวดล้อม” และวางรากฐานให้ภาคเกษตรไทยสามารถปรับตัวสู่ Low Carbon Agriculture ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

