หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ปักธง...

เอกนิติ ปักธง ปี80 ไทยปท.รายได้สูง จัดทัพศก.ดึงเชน-ศุภจี-ปกรณ์ร่วม ชี้ลงทุนQ2โตสุดใน13ปี

5.09.26 | 06:40 น.

เอกนิติ ปักธง ปี80 ไทยปท.รายได้สูง จัดทัพศก.ดึงเชน-ศุภจี-ปกรณ์ร่วม ชี้ลงทุนQ2โตสุดใน13ปี ตปท.ซื้อหุ้นพุ่ง1.6พันจุด


เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปิดการประชุม Bangkok Business Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า รัฐบาลและภาคเอกชนมีเป้าหมายร่วมมือในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายในปี 2580 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการลงทุน (Investment) เป็นตัวนำ และต้องใช้เวลาในการคว้าโอกาสแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ขยายตัวเฉลี่ย 5% ต่อปี เพื่อยกระดับรายได้ต่อหัวของประชากรให้ทะลุเกณฑ์มาตรฐานใหม่จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 8,000 – 9,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ให้ขยับขึ้นไปแตะ 15,000 เหรียญสหรัฐต่อปี

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้วางแนวยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาพรวมภายใต้นโยบายการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน (Investment-led Growth Policy) และเปรียบเทียบการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นตำแหน่งในทีมฟุตบอล โดยให้ภาคเอกชนทำหน้าที่เป็นกองหน้า ตัวรุกทำประตูขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (Target Sectors)ได้แก่ เกษตรมูลค่าสูง อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ ศูนย์กลางทางการแพทย์ การค้าการลงทุน การท่องเที่ยวคุณภาพ และการค้าส่งค้าปลีก เพื่อเร่งสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนภาครัฐจะเป็นกองกลางตัวจ่ายบอล เพื่อช่วยสนับสนุน ขับเคลื่อน และปลดล็อกข้อติดขัด (Fast Pass)ให้ภาคธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีตัวเองเป็นผู้กำกับดูแลด้านการส่งเสริมลงทุน น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำกับดูแลด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการค้า นายยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านการปฏิรูป และปลดล็อกกฎหมายกฎระเบียบ ขณะที่กองหลังจะเป็นการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การกำกับของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และการรักษาวินัยทางการคลังให้แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น (Confidence) ให้กับให้กับนักลงทุนต่างชาติ

Advertisement

นายเอกนิติ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้เริ่มสะท้อนความสำเร็จจากตัวเลขสถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI)ในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัว 10% และในไตรมาส 2/2569 ที่ขยายตัว 14.4% สูงสุดในรอบ 13 ปี ส่วนความแข็งแกร่งทางการเงิน และการคลังช่วยดึงเม็ดเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มากกว่า 70,000 ล้านบาท และดันดัชนีจาก 1,300 จัดขึ้นมาแตะระดับ 1,600 จุด ท่ามกลางภาวะตลาดพันธบัตรโลกที่มีความผันผวนสูง

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 นี้ ยังคงต้องการกระตุ้นเพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ต้องไม่ใช่มาตรการแจกเงิน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการแจกเงินใดๆ ของภาครัฐจะต้องดำเนินการในระยะสั้นมากๆ เท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทย ไม่มีฐานะทางการคลังที่เข้มแข็งพอที่จะสามารถแจกเงิน เพื่อพยุงเศรษฐกิจในระยะยาวได้อีกต่อไปแล้ว ทำให้การดำเนินนโยบายลักษณะนี้ถือเป็นสิ่งที่อันตรายต่อเสถียรภาพของประเทศมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภาวะสังคมไทยในตอนนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะติดกับดักลูปประชานิยม (Populist Loop) จนไม่สามารถหาทางออกได้ ซึ่งลูปนี้ขับเคลื่อนด้วยวัฏจักรทางการเมืองเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ประชาชนอย่างแท้จริง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า ภาพรวมของการหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อความตั้งใจของฝ่ายไทย โดยเห็นว่าการเจรจาในครั้งนี้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ก่อนที่จะมีการประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง

ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบร่วมกันให้ทีมเจรจาในระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายช่วยกันสรุปผลในประเด็นปลีกย่อยให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีการไต่สวนไทยและประเทศต่าง ๆ ภายใต้มาตรา 301 ใน 2 กรณี ได้แก่ กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีที่ร้อยละ 12.5 สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ และร้อยละ 10 สำหรับประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว

“กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผลการไต่สวน โดยฝ่ายสหรัฐฯ เองก็แสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บ ควบคู่ไปกับความคืบหน้าของการเจรจา ART เช่นกัน” นางศุภจี กล่าว