ดร.อัทธ์ นักวิชาการ แนะรัฐ 8 ข้อเสนอลงทุน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ให้ไม่เป็นภาระของประชาชน
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยบทวิเคราะห์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ : ลงทุนแห่งอนาคต หรือภาระของประชาชน” ว่า
1.อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก : มูลค่าแตะ 8 แสนล้านดอลลาร์ใน 5 ปีข้างหน้า
มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ หรือศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 527.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 17.41 ล้านล้านบาท เมื่อใช้อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ1 คิดเป็นประมาณ 91% ของ GDP ไทยในปีเดียวกัน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 577 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 19 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ “มูลค่าตลาด” ตามนิยามของ Statista หมายถึงรายได้จากค่าใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์ของภาคธุรกิจสำหรับการจัดตั้งและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ได้หมายถึงมูลค่าทรัพย์สินหรือเงินลงทุนก่อสร้างศูนย์ข้อมูลทั้งหมด
Statista ซึ่งเป็นบริษัทข้อมูลและวิจัยตลาดของเยอรมนี คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มจาก 538.91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 เป็น 809.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2031 หรือประมาณ 26.72 ล้านล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 8.48% ต่อปี ในช่วงปี 2026–2031 ตลอดระยะเวลาดังกล่าว มูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นรวมประมาณ 270.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 54.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นประมาณ 1.79 ล้านล้านบาทต่อปี
ในปี 2031 สหรัฐอเมริกาคาดว่าจะยังคงเป็นตลาดศูนย์ข้อมูลที่มีมูลค่าและสัดส่วนสูงที่สุดของโลก แต่ส่วนแบ่งตลาดลดลง เนื่องจากตลาดในภูมิภาคอื่นขยายตัวเร็วกว่า โดย ”จีนมีโอกาสขึ้นเป็นตลาดอันดับสองและแซงยุโรป” ขณะที่ “ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอาเซียน” เป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ ระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
2.FDI ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย พุ่ง 611% มูลค่า 8 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 3 ปี
มูลค่าการลงทุนต่างชาติ (FDI) ระหว่างปี 2566 – 2569 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 5.5 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 7.2 แสนล้านบาท และเป็น 1.14 ล้านล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่ 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่า FDI ใกล้เคียงกับปี 2568 ตาดว่าทั้งปี 2569 มูลค่า FDI ในไทยมากกว่า 1.14 ล้านล้านบาท ก่อนปี 2568 FDI ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเกิน 1 แสนล้านบาท คือ การลงทุนในเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามด้วย เครื่องจักรและยานยนต์ ในขณะที่ FDI อื่นๆ ส่วนใหญ่มีมูลค่าไม่เกิน 1 แสนล้าน
ปี 2568 เป็นปีเริ่มต้น หรือ ยุคทองของ FDI อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ จากมูลค่า FDI ในปี 2566 ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 9.5 หมื่นล้านบาท และปี 2568 มูลค่าก้าวกระโดดเป็น 5.5 แสนล้านบาท และเพียง 6 เดือนแรกของปี 2569 FDI อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์มีมูลค่าเกินกว่าปี 2568 คือ 8.3 แสนล้านบาท “ทำให้อัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์สูงสุดถึง 611% ในปี 2567” และตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา สัดส่วนของ FDI ดาต้าเซ็นเตอร์ มีสัดส่วนสูงที่สุดใน FDI ทั้งหมด และ” ปี 2569 สูงถึง 73%”
3.ผลกระทบทางเศรษฐกิจ : ดัน GDP เพิ่ม 0.6% ต่อปี
ใน 6 เดือนแรกของปี 2569 FDI ในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 8.3 แสนล้านบาทคิดเป็น 4.4% ของ GDP ไทย ผลกระทบทางเศรษฐกิจเมื่อมีการลงทุน 8.3 แสนล้านบาท ทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเท่าไร จากงานวิจัยเชิงประจักษ์สำหรับประเทศไทยในช่วงปี 1991–2020 พบว่า FDI ขาเข้าเพิ่มขึ้น 1% มีความสัมพันธ์กับ GDP จริงที่เพิ่มขึ้นประมาณ 0.15% โดยกำหนดให้ปัจจัยเศรษฐกิจอื่นคงที่
ผลการคำนวณผลกระทบทางเศรษฐกิจ GDP ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 0.6% เมื่อรวมทั้ง 3 ปี ทำให้ GDP เพิ่มรวม 1.7%
4.ผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรของคนไทย
การศึกษาส่วนนี้วิเคราะห์ภายใต้การลงทุนอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 MW ว่าจะส่งผลกระทบต่อไฟฟ้าของครัวเรือนไทยเท่าไร การใช้น้ำ น้ำมันมากแค่ไหน เพราะการมีอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จะส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้น้ำ ปริมาณน้ำมัน ของครัวเรือนไทย และผลกระทบอื่นๆ เช่น เสียงดัง และกลิ่นเหม็น เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลต่อราคาให้ปรับตัวสูงขึ้น
1.กระทบการใช้ไฟฟ้าครัวเรือน 36,000 ครัวเรือน
กรณีการใช้ไฟฟ้า หากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 MW จะมาแย่งไฟฟ้าของครัวเรือนไทยจำนวน 36,000 หลัง (พิจารณาจากบ้าน 1 หลัง ขนาด 100 ตรว.) และหากขนาดอุตสาหกรรมเซ็นเตอร์ใหญ่ขึ้น จะยิ่งมาแย่งปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนมากขึ้น
2.จ้างงานต่ำ : ลงทุน 1,000 ล้านบาท จ้างงาน 2 คน
อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่จ้างงานน้อยมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ยกตัวอย่างกรณีโครงการ Meta Data Center รัฐเท็กซัส ลงทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์ จ้างงานก่อสร้าง 1,800 คน และงานประจำ 100 คน เมื่อเทียบกับเงิน 1,000 ล้านบาทจ้างคนงานก่อสร้างเพียง งานก่อสร้างประมาณ 36 คน และงานประจำประมาณ 2 คน และกรณี Amazon Data Center รัฐนอร์ทแคโรไลนา ลงทุน 10 พันล้านดอลลาร์ จ้างงานประจำ 500 คน เมื่อเทียบเงินลงทุน 1,000 ล้านบาทจ้างงานประจำประมาณ 1.5 คน “เมื่อคิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 MW ทำให้จ้างงาน 17–18 คน”
3.ใช้น้ำ 2 แสนลิตรต่อวัน
ในการคำนวนการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ใช้สูตรของ The Green Grid ซึ่งเป็นผู้พัฒนาตัวชี้วัด ประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness: WUE) คือ ปริมาณน้ำเท่ากับ พลังงานที่อุปกรณ์ IT ใช้ × WUE เมื่อ 20 MW เท่ากับ 20,000 kW กำหนดให้มีการเดินเครื่องเต็มกำลัง U = 100% พลังงานต่อวัน = 20,000 × 24 เท่ากับ 480,000 kWh ใช้ WUE = 0.465 ลิตร/kWh “ทำให้ปริมาณการใช้น้ำเท่ากับ 223,200 ลิตรต่อวัน” (Wd=480,000×0.465)
4.ใช้น้ำมัน 188,160 ลิตรต่อวัน
ดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องมีน้ำมันสำรอง เพื่อกรณีไฟฟ้าดับ สูตรของ Uptime Institute ใช้หลักว่า ปริมาณน้ำมันสำรองคำนวณจากอัตราการใช้น้ำมันของเครื่องกำเนิดคูณระยะเวลาที่ต้องการสำรองและสูตรของ The Green Grid มีสูตรคือ Fสำรอง เท่ากับ อัตราการใช้น้ำมันต่อชั่วโมง×ชั่วโมงสำรอง “ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันคือ 188,160 ต่อวัน
5.ถอดบทเรียนประเทศ “คัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์”
1.คนสหรัฐฯ คัดค้าน หนัก
วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 มีการชุมนุมคัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์พร้อมกัน 142 แห่งใน 42 รัฐ ถือเป็นการประท้วงดาต้าเซ็นเตอร์ระดับประเทศครั้งแรกของสหรัฐฯ โดยรัฐเท็กซัสมีการประท้วงมากที่สุด 18 แห่ง รองลงมาคือจอร์เจีย 11 แห่ง และแคลิฟอร์เนีย 8 แห่ง ข้อเรียกร้องสำคัญของประชาชนคือ เปิดเผยข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ป้องกันไม่ให้ประชาชนรับภาระค่าไฟ คุ้มครองทรัพยากรและสุขภาพของชุมชน สร้างงานที่มีค่าจ้างเหมาะสมให้คนในพื้นที่ และกำหนดให้บริษัทรับผิดชอบเมื่อไม่ปฏิบัติตามคำมั่น
ผลสำรวจ Reuters/Ipsos เดือนมิถุนายน 2569 พบว่า ชาวอเมริกัน 86% ไม่สนับสนุน (ครอบคลุมทั้งผู้ที่คัดค้าน ผู้ที่ยังไม่แน่ใจ และผู้ที่ไม่แสดงความคิดเห็น) มีเพียง 14% สนับสนุนให้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในชุมชนของตนเอง แสดงว่าการต่อต้านไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ขยายไปยังประชาชนทั้งฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา และคนที่ไม่ได้สังกัดฝ่ายการเมืองใด
ตัวอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ที่คนสหรัฐฯ คัดค้านคือ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ Stargate เมือง Saline รัฐมิชิแกน เพราะกังวลเรื่องน้ำใต้ดิน ค่าไฟฟ้า พื้นที่เกษตร เสียง และผลกระทบต่อชุมชน ในขณะที่โครงการ Digital Gateway รัฐเวอร์จิเนีย เผชิญกับการคัดค้านและการฟ้องร้องจากชุมชนเป็นเวลาหลายปี เพราะประชาชนกังวลเรื่องความต้องการไฟฟ้า การใช้ที่ดินและน้ำ รวมทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ในเดือนกรกฎาคม 2569 รัฐนิวยอร์กเป็นรัฐแรกของสหรัฐฯ ที่ประกาศพักการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เป็นเวลาหนึ่งปี โดยครอบคลุมโครงการที่ต้องการไฟฟ้าตั้งแต่ 50 เมกะวัตต์ขึ้นไป เหตุผลสำคัญคือความกังวลว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้ค่าไฟประชาชนสูงขึ้น ใช้ทรัพยากรน้ำมาก และเพิ่มภาระแก่ชุมชน ระหว่างการพักอนุมัติ รัฐจะจัดทำมาตรฐานกลางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ผู้ว่าการรัฐยังเสนอให้ยกเลิกสิทธิยกเว้นภาษีการขายแก่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ด้วย
2. สิงคโปร์: รัฐบาลพักการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์
ปี 2562 รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศพักโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีเหตุผลสำคัญ ได้แก่ ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าสูงอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กระทบเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สิงคโปร์มีพื้นที่และกำลังผลิตไฟฟ้าจำกัด ต้องประเมินว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ใช้หรือไม่
สิงคโปร์เป็นตัวอย่างสำคัญของรัฐบาลที่ “เหยียบเบรก” การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ หลังพบว่ากิจการประเภทนี้ใช้ไฟฟ้า น้ำ และที่ดินจำนวนมาก ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สิงคโปร์มีจำกัด
3.มาเลเซีย: ประชาชนยะโฮร์ออกมาประท้วง
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนมากกว่า 50 คนในเมืองเกอลังปาตาห์ เขตอิสกันดาร์ปูเตรี รัฐยะโฮร์ ชุมนุมหน้าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 300 เมกะวัตต์ของ ZDATA ซึ่งเป็นบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์จากจีน นับเป็นการประท้วงต่อต้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์โดยประชาชนครั้งแรกของมาเลเซีย ด้วยเหตุผลสำคัญ ได้แก่ ฝุ่นจำนวนมากจากการก่อสร้างตกตามบ้าน รถยนต์ ระเบียง และสวน คุณภาพอากาศบริเวณชุมชนลดลง แรงดันน้ำในพื้นที่ลดลง กังวลว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาน้ำประปาขาดแคลน การปรับพื้นที่และตัดเนินเขากระทบภูมิทัศน์และพื้นที่สีเขียวประชาชนไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับปริมาณน้ำและไฟฟ้าที่โครงการจะใช้
6. สรุปผล : การลงทุนที่แลกด้วยภาระประชาชนที่ต้องจ่ายเพิ่ม
รัฐบาลไทยตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อเพิ่มมูลค่าการลงทุน ยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี และผลักดันให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสูงขึ้น หนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญคือ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบคลาวด์ และบริการออนไลน์ในอนาคต โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจยุค AI หรือ AI Economy ของภูมิภาค
การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ด้านหนึ่งสามารถนำเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา กระตุ้นการก่อสร้างและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง เพิ่มความต้องการสินค้าและบริการภายในประเทศ ตลอดจนช่วยยกระดับระบบดิจิทัลและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย แต่อีกด้านหนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง ต้องการระบบส่งไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า และกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเพิ่มเติม รวมทั้งต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลในกรณีฉุกเฉิน จึงอาจเพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ตลอดจนสร้างมลพิษทางอากาศ เสียง ความร้อน น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม
แม้ว่าไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากอุตสากรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้ก็ตาม แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ประเทศไทยและประชาชนได้รับ “มูลค่าเพิ่มที่แท้จริง” มากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต้องนำไปใช้รองรับการลงทุนดังกล่าว
หากต้นทุนการสร้างโรงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้า ระบบประปา และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ถูกผลักให้ประชาชนและผู้ประกอบการทั่วไปเป็นผู้ร่วมรับภาระ การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้ค่าไฟและค่าน้ำสูงขึ้น กระทบความมั่นคงด้านพลังงานและน้ำ ตลอดจนแย่งใช้ทรัพยากรจากภาคครัวเรือน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านไฟฟ้าหรือเผชิญปัญหาภัยแล้ง หากเป็นในฉากทัศน์นี้ “ประเทศไทยเสียหาย”
ดังนั้น ประเทศไทยไม่ควรมองความสำเร็จจาก “มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนเพียงด้านเดียว” แต่ต้องประเมินผลประโยชน์สุทธิที่ประเทศได้รับจากการลงทุน ตั้งแต่การจ้างงานและรายได้ที่เกิดขึ้นจริง การจัดซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี รายได้ภาษี ตลอดจนต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ข้อเสนอแนะ
1.ห้ามแย่งไฟฟ้าจากประชาชน: ก่อนอนุมัติโครงการ ต้องประเมินว่าพื้นที่นั้นมีกำลังผลิตและระบบส่งเพียงพอหรือไม่ หากระบบไฟฟ้าไม่พอ ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องลดการใช้ไฟในช่วงความต้องการสูงสุด
2.ต้องใช้พลังงานหมุนเวียนที่จัดตั้งใหม่: ไม่ควรอนุญาตให้บริษัทซื้อพลังงานปกติที่ครัวเรือนไทยใช้ทุกวัน แต่ต้องดาต้าเซ็นเตอร์ให้ติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียนใหม่ทั้งหมด
3.ห้ามแย่งน้ำจากครัวเรือนและเกษตรกร : ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำต้องให้ใช้น้ำรีไซเคิล น้ำเสียที่ผ่านการบำบัด และแหล่งน้ำที่ไม่กระทบน้ำอกินน้ำใช้และการเกษตร เมื่อเกิดภัยแล้ง ประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน และเกษตรกรในพื้นที่ต้องได้รับสิทธิใช้น้ำก่อนดาต้าเซ็นเตอร์
4.ต้องเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรรายโครงการ : ดาต้าเซ็นเตอร์ควรเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างน้อยปีละครั้ง
5.ต้องจัดทำ EIA ตามผลกระทบจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะพื้นที่อาคาร: เกณฑ์กำหนดให้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมควรพิจารณาทั้งกำลังไฟฟ้ารวม ปริมาณน้ำที่ใช้ จำนวนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และปริมาณเชื้อเพลิงสำรอง เป็นต้น
6.ต้องกำหนดเขตและระยะห่างจากชุมชน : ไม่ควรตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ใกล้บ้านพัก โรงเรียน โรงพยาบาล และแหล่งน้ำของชุมชน ต้องมี เขตกันชน กำแพงและระบบลดเสียง และการตรวจวัดเสียงความถี่ต่ำ เป็นต้น
7.จัดตั้งกองทุนชุมชนจากรายได้ของดาต้าเซ็นเตอร์ : ควรเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณไฟฟ้า น้ำ หรือกำลังไฟฟ้าที่ได้รับอนุมัติ เพื่อนำเข้ากองทุนพัฒนาพื้นที่ ใช้สำหรับลดค่าไฟของครัวเรือนรอบโครงการ ปรับปรุงระบบประปาชุมชน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และตรวจสุขภาพประชาชน เป็นต้น
8.ต้องให้สิทธิชุมชนมีส่วนร่วมก่อนอนุมัติ: ประชาชนต้องได้รับข้อมูลก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่หลังอนุมัติโครงการแล้ว โดยควรมีเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที การเปิดเผยแบบจำลองการใช้ไฟและน้ำ และการประเมินผลกระทบต่อค่าไฟและค่าน้ำ เป็นต้น
9.ทบทวนสิทธิประโยชน์ BOI ตามผลประโยชน์สุทธิ : ไม่ควรยกเว้นภาษีโดยพิจารณาเพียงมูลค่าเงินลงทุน เพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่อาจเป็นเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ ควรให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์จริง เช่น การจ้างงานคนไทย การซื้อสินค้าและบริการจากไทย ประสิทธิภาพการใช้ไฟและน้ำ สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด

