สมชาย เบรกไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 หวั่นสร้างยาเสพติดนโยบาย เสนอฟื้นกำลังซื้อระยะยาว 3 ด้าน
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมพิจารณาการต่ออายุโครงการการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ภายหลังที่โครงการจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2569 เนื่องจากได้เสียงตอบรับที่ดีจากประชาชน โดยจะวิเคราะห์ผลดำเนินการของโครงการรอบด้านก่อนนั้นว่า ตนไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะพิจารณาต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีกหลังจากที่โครงการนี้กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายนนี้ เนื่องจากนโยบายดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อใช้บรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราวในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่หากรัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดสิ้นสุด จะเปรียบเสมือนการสร้างยาเสพติดทางนโยบาย ที่แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะชื่นชอบ แต่จะทำให้เกิดความคุ้นเคยกับการได้รับการช่วยเหลือจนเกิดภาวะเสพติดและหยุดนโยบายได้ยากในที่สุด ซึ่งในสภาวะปัจจุบันที่หนี้สาธารณะของประเทศกำลังขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณรายจ่ายใหม่ และควรเปลี่ยนผ่านงบประมาณไปสู่โครงการเชิงโครงสร้างถาวรที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างยั่งยืนมากกว่า
“มองว่าไม่อยากให้มีการต่ออายุโครงการ เพราะตัวนี้เราเอามาใช้เฉพาะตอนที่มันจำเป็นจริง ๆ หรือช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะฉะนั้นถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป จะเหมือนเราใช้ไม่หยุดจนกลายเป็นยาเสพติดไปแล้ว คิดว่าควรจะเปลี่ยนจากการเยียวยาลดความลำบากเฉย ๆ มาเป็นการสร้างความมั่นคงถาวรดีกว่าที่จะไปต่อโครงการเดิม” นายสมชายกล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันไทยเผชิญข้อจำกัดทางด้านเนื้อที่ทางการคลังที่แคบลงและตึงตัวขึ้นอย่างมาก รัฐบาลจึงไม่ควรใช้วิธีกู้เงินจนทำให้หนี้สาธารณะพองตัวเพิ่มขึ้นอีก แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายภาครัฐใหม่ โดยการปรับลดรายจ่ายในมาตรการเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราวที่มีความจำเป็นน้อยกว่าลงมา หรือควรจัดสรรงบประมาณจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ไปใช้สนับสนุนนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน อาทิ โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติเห็นชอบในหลักการ โดยระบบดังกล่าวตั้งเป้าหมายที่จะคุ้มครองประชาชนสูงถึง 30 ล้านครัวเรือน เนื่องจากปัจจุบันภัยทางธรรมชาติเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ซึ่งทำให้รับบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาภายหลังเกิดเหตุการณ์ หรือนำไปใช้ปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจทั่วไปและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการเน้นพัฒนาและยกระดับทักษะฝีมือแรงงานของประชาชน การอัพสกิลและรีสกิล เพื่อสร้างความมั่นคงและแข็งแกร่งให้แก่ระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนแทนการแจกเงินเพื่อบริโภคชั่วคราว
“ปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องยอมรับความจริงก็คือ ตอนนี้เนื้อที่ทางการคลังของรัฐบาลไทยจำกัดมาก สังเกตดูได้ว่ารัฐบาลต้องนำเงินออกมาช่วยเหลือเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรการเยียวยาต่าง ๆ โครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือแม้กระทั่งการลงไปช่วยเหลือพื้นที่ภาคใต้และด้านอื่น ๆ” นายสมชายกล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับแนวทางขับเคลื่อนและฟื้นฟูกำลังซื้อในระยะยาวหลังสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทยพลัส เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินแนวทาง 3 ด้าน โดยด้านแรกคือ การเร่งรัดลอกท่อ เพื่อแปรเปลี่ยนยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ให้เกิดการลงทุนจริง ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสะสมสูงเกือบ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งนับเป็นสถิติที่สูงสุดในรอบ 10 ปี รัฐบาลจึงต้องเร่งขจัดอุปสรรคเชิงระบบต่าง ๆ เพื่อแปรเปลี่ยนเอกสารขอส่งเสริมการลงทุนเหล่านี้ให้ออกมาเป็นการลงทุนก่อสร้างโรงงานและการจ้างงานจริงในระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวและช่วยยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ เช่น การผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ส่วนด้านที่สองคือ การส่งเสริมและกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกระตุ้นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และการส่งเสริมการลงทุนของเอกชนภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมาภาคการลงทุนเอกชนของไทยขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 10% ติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การรักษาโมเมนตัมการขยายตัวของการลงทุนเอกชนให้อยู่ในระดับ 10% ต่อไป จึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะสร้างงานและกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างถาวร
นายสมชาย กล่าวว่า ด้านที่สามคือ การส่งเสริมและเร่งรัดการขยายเขตการค้าเสรี (FTA) ของไทยอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางกระแสโลกที่หลายประเทศต่างเร่งเจรจาขยายเขตการค้าเสรี รัฐบาลไทยต้องเร่งรัดการเจรจา FTA ที่กำลังทำอยู่กับหลายตลาดคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป, เปรู และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และรัฐบาลต้องส่งเสริมให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในประเทศที่มีข้อตกลง FTA ร่วมกันด้วย เนื่องจาก FTA จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการแปลงสัญชาติทุน เพื่อขยายขอบเขตทางการค้าและการลงทุนของไทย เช่น จากหนึ่งประเทศในสหภาพยุโรปสามารถขยายสิทธิ์การค้าต่อเนื่องไปยังประเทศสมาชิกอื่นได้ถึง 27 ประเทศ หรือขยายช่องทางการค้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าส่งต่อไปยังตลาดอื่นอย่างภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งผลักดันกลยุทธ์ต่างประเทศนี้อย่างจริงจังเพื่อกระตุ้นรายได้ของประเทศต่อไป



